แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ที่พัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ที่พัก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วังสวนบ้านแก้ว (พระตำหนักเทา) จ.จันทบุรี


พระตำหนักเทา

เคยเป็นที่ประทับ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๗ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ  ซึ่งเริ่มแรกการมาประทับวังสวนบ้านแก้ว พระองค์ประทับชั่วคราวด้วยเรือนที่ทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก (๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓) ต่อมาจึงได้มีการสร้างเรือนหลังเทา (เล็ก) เป็นเรือนประทับของพระองค์ แล้วต่อมาจึงสร้างพระตำหนักเทา (ใหญ่)

พระตำหนักเทา มีลักษณะอาคารสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้แบบยุโรปทาสีเทา สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ทรงควบคุมการก่อสร้าง ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ ๒ ปี










และในการสร้างพระตำหนักเทาที่มีิพื้นที่กว้างต้องมีการใช้อิฐจำนวนมาก การซื้ออิฐจากบัวทองในราคาก้อนละ ๒ บาท ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากและการขนส่งในสมัยนั้นก็ลำบาก พระองค์จึงตัดสินใจคิดทำอิฐขึ้นเอง พระองค์จึงสั่งเครื่องทำอิฐมาจากเมืองนอก แล้วทรงสร้างเตาเผาเอง และทรงประทับตราอิฐว่า ส บ ก (สวนบ้านแก้ว)





ปัจจุบันพระตำหนักเทา จัดเก็บของใช้ส่วนพระองค์ และจัดแสดงให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระราชจริยวัตรในพระองค์ท่าน  อีกทั้งยังใชัจัดเป็นห้องนิทรรศการต่างๆ เช่น

     ห้องชมวิดีทัศน์ เดิมเป็นห้องเครื่องสำหรับประกอบอาหาร

     ห้องนิทรรศการเสื่อสมเด็จ เดิมเป็นห้องเครื่องสำหรับประกอบอาหาร

     ห้องนิทรรศการดนตรีพระปกเกล้าฯ


     ห้องนิทรรศการพรรณไม้งามอร่ามวีงสวนบ้านแก้ว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์ แก่บ้านเมืองไทยอย่างมิได้หยุดหย่อน พระองค์ประทับที่วังสวนบ้านแก้ว อย่างหญิงไทยธรรมดาคนหนึ่ง ตามที่เคยทรงรับสั่งไว้ ทรงประทับที่วังสวนบ้านแก้วเป็นเวลาถึง ๑๘ ปี  และทรงจัดสถานที่ประทับเป็นสวนทดลองทางการเกษตร ทรงทดลองเลี้ยงสัตว์ เช่น วัวพันธ์เนื้อ ประมาณ ๑๐๐ ตัว ,ไก่พันธ์ ๕๐๔ และ ๕๐๕  มีลักษระตัวเล็กกินน้อยแต่ไข่ดก  ทรงทดลองเพาะปลูกพิชผล ทรงขับแทรกเตอร์ไถหญ้าคา ทรงหว่านข้าว ดำนา เก็บผลไม้ รวมทั้งดูแลแปลงดอกไม้ด้วยพระองค์เอง

หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีพระวรราชชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีการเฉลิมพระยศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่ประจักษ์กันว่าพระองค์ทรงมีพระภรรยาเจ้าเพียงพระองค์เดียว และทรงยกย่องสมเด็จพระบรมราชินีไว้ในพระราชสถานะ  เอกอัครมเหสี  ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ตามวิถีพระมหากษัตริย์แบบสากลอารยประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินและประทับเคียงข้างในทุกที่นับเป็นพระราชกิจแบบใหม่ที่เริ่มมีขึ้นในรัชกาลนี้





สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗  ด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย  ทรงมีพระชนมพรรษา ๗๑ พรรษา ๕ เดือน ๒ วัน

พระตำหนักแดง  (พระตำหนักดอนแค)







หลังจากสร้างพระตำหนักเทาเสร็จแล้วประมาณ ๒ ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้ทรงโปรดให้สร้างพระหนักดอกแคหรือพระตำหนักแดง ซึ่งนามพระตำหนักดอนแค มาจาก บริเวณถนนด้านหน้าพระตำหนัก มีต้นแคฝรั่งปลูกเรียงรายอยู่  พระตำหนักดอนแคนี้เป็นที่ประทับสำหรับ หม่อมราชวงศ์ สมัครสมาน กฤดากร ราชเลขานุการส่วนพระองค์และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ เป็นอาคารสองชั้นแบบยุโรปสร้างด้วยไม้สักทาสีแดง ปัจจุบันพระตำหนักแดงจัดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมท้องถิ่น


กำหนดการเข้าชม วังสวนบ้านแก้ว  (พระตำหนักเทา)

ชาวไทย
ผู้ใหญ่                                ๓๐       บาท
เด็กนักเรียน,นักศึกษา        ๑๐       บาท

ชาวต่างประเทศ FOREIGNER
ผู้ใหญ่  (ADULT)            ๑๐๐        บาท
เด็ก (STUDENT)               ๕๐       บาท

ถ้าใช้พื้นที่ในบริเวณวังสวนบ้านแก้ว ถ่ายรูปเพื่่อการพาณิชย์ ครั้งละ ๕๐๐ บาท
   เปิด วันอังคาร-วันอาทิตย์  เวลา   ๐๙.๐๐ -  ๑๖.๐๐ น.
โทรศัพท์ ๐๓๙ - ๔๗๑๐๖๔ มือถือ ๐๘๖- ๔๔๐๒๘๖๗

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ชายหาดแหลมสิงห์ จันทบุรี

บรรยากาศยามเย็น ของชายหาดแหลมสิงห์ จันทบุรี  รูปสวยๆ ในฤดูหนาว  มีร้านอาหารทะเลสด ให้เราเลือกกินมากมายนั่งกินแบบสบายๆ ชมทิวทัศน์สวยๆ กับครอบครัวหรือคู่รัก มีสถานที่ท่องเที่ยวคุกขึ้ไก่ โอเอซีส สถานที่แสดงโชว์ปลาโลมา ให้เลือกเที่ยวอีกด้วย








ที่เห็นไกลๆ คือเกาะเปริดสถานที่่ท่องเีที่ยวของจันทบุรีอีกแห่งหนึ่ง

แสงไฟจากเรือตกหมึก


วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นิทานพื้นบ้านของเรื่องพญานาคจังหวัดสกลนคร



จังหวัดสกลนคร
ตั้งขึ้นในสมัยวัฒนธรรมขอมเรืองอำนาจ  จึงมีโบราณสถานศิลปะขอมอยู่เป็นจำนวนมาก ในจังหวัดสกลนครนี้มีนิทานพื้นบ้านเล่ากันว่า โอรสเจ้ากรุงอินทปัตต์ ซึ่งเป็นเขมรองค์หนึ่งชื่อขุนขอม ได้พาข้าทาสบริวารมาสร้างเมืองอยู่หนองหาร  แต่เป็นเมืองที่ขึ้นต่ออินทปัตต์ ขุนขอมมีโอรสองค์หนึ่งชื่อว่า สุระอุทก เมื่อขุนขอมสิ้นพระชนม์ลง โอรสคือสุระอุทกก็ได้ครองเมืองสืบแทน ต่อมาเจ้าสุระอุทกมีโอรสอยู่ ๒ องค์ คือ ปิงมงคล กับ คำแดง

เจ้าสุระอุทกได้ทำสงครามกับพญานาค ที่ชื่่่อ ธนะมูล ด้วยอิทธิฤทธิ์พญานาคได้บันดาลให้เมืองของเจ้าสุระอุทกจมลง และเกิดน้ำท่วมเมืองครั้งใหญ่ และเจ้าอุระอุทกจมน้ำตาย เจ้าปิงมงคล และเจ้าคำแดง ได้หนีไปอยู่ทางใต้ของหนองหารและได้ไปดูที่ตั้งเพื่อสร้างเมืองใหม่ ก็ได้พบทำเลที่ตั้งที่มีคูน้ำรอบเชิงชุม จึงได้เกณฑ์ไพร่พลมาสร้างเมืองใหม่ และให้ชื่อหนองหารตามเดิม และได้ราชาภิเษกขึ้นเป็นเจ้าเมืองมีนามว่า พระยาสุวรรณปิงมงคล เสกสมรสมีพระมเหสีมีชื่อ นางนารายเจงเวง

พระยาสุวรรณปิงมงคลได้สร้างเจดีย์สวมรอยพระพุทธบาท ๔ รอยลงไว้ที่คูน้ำรอบเชิงชุม นางนารายเจงเวงสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวงไว้ที่สวนนอกเมือง  เมื่อพระยาสุวรรณปิงมงคลถึงแก่กรรมลงแล้ว ก็มีเจ้าผู้ครองนครองค์ใหม่ ภายหลังมีฝนแล้งเป็นเวลานานถึง ๗ ปี ราษฎรเกิดตวามอดอยากจึงพากันอพยพไปอยู่ที่เมืองเขมร เมืองหนองหารจึงร้างอยู่นาน ราษฎรที่เหลืออยู่บริเวณนั้นก็ไม่เรียกว่าเมืองอีก ต่อมาจึงเรียกว่า บ้านธาตุเชิงชุม

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้อุปฮาด (อุปราช)  เมืองกาฬสินธุ์ มาดูแลรักษาบ้านธาตุเชิงชุมอยู่นานหลายปี  จึงได้มีราษฎรพากันมาตั้งบ้านเรือนกันมากขึ้น  จึงได้ทรงแต่งตั้งอุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ เป็นพระธานีเมืองหนองหาร  และเปลี่ยนชื่อมาเป็น เมืองสกลทวาปี  จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น สกลนคร





วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ความเชื่อและความศรัทธาในเรื่องพญานาค

ความเชื่อเรื่องนาคของไทย เป็นความเชื่อที่ผสมกันระหว่างความเชื่อในศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ ในศาสนาพราหมณ์พญานาคเป็นพาหนะของพระวิษณุ เวลาพระนารายณ์บรรทมสินธุ์จะทรงบรรทมอยู่บนบัลลังก์นาคราช  ชื่อพญาอนันตนาคาในเรื่องกุรมาวตารหรือการอวตารเป็นเต่า ตอนกวนน้ำอมฤต พระอิศวรให้เอาเขาตรีกูฎมารองเขาพระสุเมรุราช แล้วเอาพญาอนันตนาคราชาพันรอบเขาเป็นสายชัก ให้เทวดาดึงทางหาง  พวกยักษ์หรืออสูรดึงทางหัว ด้วยกำลังแรงทำให้เขาพระสุเมรุราชทุดไปใต้บาดาล พระนารายณ์ จีงนิรมิตเป็นสุวรรณกุมภัณฑ์ไปรองเขาพระสุเมรุ เมื่อเทวดาและอสูรชักเขาพระสุเมรุต่อจีงได้น้ำอมฤต หรือตอนพระฤาษีกไลโกฎไปทูลพระอิศวรให้พระนารายณ์อวตาร พระนารายณ์ได้ทูลขอให้บัลลังกฺ์นาค(พญาอนันตนาคราช) ของพระองค์ลงไปเกิดด้วย พระอิศวรจึงให้บัลลังก์นาคลงไปเกิดเป็นพระลักษณ์ หรือเรื่องที่เขาพระสุเมรุเอียงที่เกิดจากรามสูรรบกับพระอรชุนแล้วรามสูรจับพระอรชุนจับฟาดกับเหลี่ยมเขา สุครีพได้อาสาดึงเขาพระสุเมรุให้ตรงโดยการใช้นาคมาฟั่นเป็นพวนฟันรอบเขา แล้วใช้มือจี้สะดึือพญานาค เพื่อให้พญานาคบิดตัวดึงเขาพระสุเมรุให้ตั้งตรงขึันมาได้

ตามศาสนาำพราหมณ์ได้แบ่งขั้นตอนการตำเนินชีวิตของมนุษย์ออกเป็น ๔ ขั้นตอน ตามวัยของผู้ปฏิบัติ เรียกว่า อาศรม ได้แก่
๑.พรหมจรรยะ ขั้นการศึกษาเล่าเรียนเรียกผู้อยู่ในขั้นนี้ว่า พรหมจารี
๒.คฤหัสถยะ   ขั้นตอนการครองเรือน เรียกผู้อยู่ในขั้นนี้ว่า คฤหัสถ์
๓.วานปรัสถยะ ขั้นการสละบ้านเรือนออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า  เรียกผู้อยู่ในขั้นนี้ว่า  วานปรัสถ์
๔.สันนยาสะ ขั้นการสละโลกีย์ทั้งปวงโดยการออกบวช เรียกผู้อยู่ในขั้นนี้ว่า สันนยาสี

ขั้นตอนทั้ง ๔ นี้จะต้องผ่านขั้นหนึ่งก่อนจึงจะก้าวไปสู่อึกขั้นหนึ่งได้  เมื่อพันการครองเรือนแล้ว จึงเข้าสู่การสละบ้านเรือนไปจำศึลภาวนา ไม่กลับมาสู่การเป็นผู้ครองเรือน ครั้นพุทธกาลล่วงมานานทำให้ภิกษุที่บรรลุถึงที่สุดของกิจบรรพชิตมีน้อยลง แต่มีผู้เข้าบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วลาสิกขาหรือสึกออกไปเป็นผู้ครองเรือนมีมากขี้น การลาสิกขาหรือสึกออกมาต้องมีเหตุผลในการสึก จึงมีการแต่งเรืองขึ้นมา ว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ตั้งแต่ครั้งพญานาคแปลงตัวเป็นมนุษย์มาบวช เมื่อเป็นพญานาคซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตให้ออกจากเพศบรรชีตได้ การที่พระภิกษุลาสิกขาออกมาเป็นผู้ครองเรือนถือว่า เป็นผู้ตกตำ่ในคุณธรรม โดยสมมุตว่า พญานาคเป็นสัตว์เดรัจฉานจึงต้องลาสิกขาออกเป็นคฤหัสถ์ ซึ่งถือว่าเป็นหินชาติ เพราะคำว่าคฤหัสถ์แปลว่าผู้ต่ำช้า การบวชนาคจึงเป็นเรื่องที่เจ้าภาำพบอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้าว่า การบวชลูกหลานที่เป็นนาคนี้เป็นการบวชแล้วสึก คือบวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยแล้วจะลาสิกขาออกมาเป็นผู้ครองเรือน ไม่ได้บวชไม่สึกเพื่อหวังมุ่งสู่นิพพาน

เรื่องพญานาคมีปรากฎตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ที่ไม่เคยศึกษาพระไตรปิฎกและปฏิบัติธรรมไม่ถึงขี้นได้
อภิญญา ย่อมไม่เชื่อเรื่องพญานาค คิดว่าเป็นนิทานชาดก ชาวบ้านเชื่อว่าใต้พื้นดินลงไปนอกจากจะมีนรกแล้ว ยังมีเมืองบาดาลเป็นที่อยู่อาศัยของพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ และนาคหรืองูใหญ่มีอิทธิฤทธิ์สามารถเนรมิตร่างกายให้เป็นตามความต้องการได้ พญานาคในเมืองบาดาลอยู่ในความดูแลของท้าววิรูปักษ์มหาราช อธิบดีปกครองเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก

ตามคติของคนไทยงูเป็นบริวารของพญานาค ในบางแห่งเรียกงูหงอนเพราะมีหงอนที่หัว ประวัติ
ของอนันตนาคราขตามแบบฉบับของไทยกล่าวไว้ว่า "พระอิศวรผู้เป็นเจ้าจึงเปลี้องสายชำร่ำออก บันดาลให้เป็นพระอนันตนาคราชมีศักดานุภาพยิ่งนัำ" แสดงว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างอนันตนาคราชจากสายชำร่ำ  ซึ่งก็คือสายธุรำหรือธุหร่ำ สายสังวาลที่พวกพราหมณ์ใช้ ในอินเดียนับถืออนันตนาคราชหรือเศษนาค ( อ่านว่า เศ-ษะ -นาค) กันมาก พิธีบูชานาคนี้มักจะทำกันในระหว่างเดือนกรกฎาคม (เดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำ)

การนับถือพญานาค ในประเทศลาวจะมีพิธีเกี่ยวกับนาคด้วย ในพิธี ๑๒ เดือนหรือฮีดสิบสอง ของชาวเวียงจันทน์และชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย กล่าวว่า เดือนสิบสองล่วงฮือบูชาอุสุนาค ๑๕ ตระกูล พิธีนี้มีท้า่วพญาร่วมจัดทำด้วย กำหนดทำพิธีในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ต้องพิธีนี้ต้องให้เรือแห่ไปกับการลอยกระทง เรียกว่า การฉลองพญานาค ๑๕ ตระกูล แต่ในหนังสือบางเล่ม เขียนบอกว่าบูชานาคเพียง ๗ ตระกูล  ในสมัยโบราณชาวเวียงจันทน์ หลวงพระบาง เชียงแสน เชียงรุ้ง นับถือนาคราชทั้ง ๗ ตระกูลมาก เล่ากันว่า ในสมัยก่อนนาคได้มาช่วยพวกลาวาต่อสู้กับไทยโดยแปลงกายเป็นมนุษย์  ภายหลังศรีธนญชัยได้ไปล่อลวงปิดรูที่นาคเคยใช้ขึ้นลง นับตั้งแต่นั้นมานารก็ไม่สามารถขึ้นมาช่วยชาวลาวได้อีก ซึ่งนาคทั้ง ๗ ตระกูล ได้แก่
๑.กุฏโฐบาปนาค (เอกจักบุนาค) เป็นนาคใจพาล ถ้าชาวเมืองไม่สักการะบูชามักจะบันดาลให้น้ำท่วมบ้านเมืองล่มจม
๒.หัตถึกุญชฏฐนาค
๓.สขารนาค
๔.ไชยเชฏฐนาค
๕.ปักธรนาค
๖.มูลนาค
๗.สุวรรณนาค

หน้าที่ของนาคแบ่งออกเป็น ๔ พวก คือ
๑.นาคสวรรค์ มีหน้าที่เผ้าวิมานเทวดา
๒.นาคกลางหาว มีหน้าที่ให้ลมให้ฝน
๓.นาคโลกบาล มีหน้าที่ปกปักรักษาแม่น้ำลำธาร
๔.นาครักษาขุมทรัพย์

ลักษณะและคุณสมบัติพญานาค
๑. ชลชพญานาค คือพญานาคที่เกิดอยู่ในน้ำ นาคพวกนี้เนรมิตตนได้แต่เมื่ออยู่ในน้ำ บนบกไม่สามารถเนรมิตตนได้ เวลาออกหากินก็สามารถแปลงเป็นสัตว์ต่างๆ ตามแต่สะดวก
๒.ถลชพญานาค คือพญานาคที่เกิดบนบก พวกนี้เนรมิตกายได้เฉพาะบนบก

พญานาคถึงแม้จะแปลงกายให้เป็นคนได้แต่จะมีลักษณะอยู่ ๕ อย่างที่ไม่สามารถแปลงกายได้ คือ
๑.ในขณะปฏิสนธิ(เกิดอยู่)
๒.ในขณะกำลังลอกคราบ
๓.ในขณะเสพเมถุนอยู่
๔.ในขณะนอนหลับ
๕.ในขณะตาย

ฉะนั้นการพบเห็นพญานาค เป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล  นาคจะเข้าหามนุษย์ที่ดีและมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะพวกพญานาคนั้นมีนิสัยรักสงบ ฝักไฝ่ธรรม มีจิตใจเมตตา แต่ก็เต็มไปด้วยฤทธิ์เดชที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียร ซึ่งฤทธิ์นี้จะมุ่งในการป้องกันมิใช่ทำลาย นาคมีภพภูมิเป็นทิพย์ และนาคสามารถบันดาลให้เกิด ให้เห็นสรรพสภาวะเหนือโลกได้เอนกประการ ประชากรของนาคก็มีจำนวนมาก การดำรงชีพก็ไม่แตกต่างจากมนุษย์  คือ มีที่อยู่อาศัย มีทรัพย์สมบัติเครื่องประดับ

ความหมายของคำว่า "อภิญญา" คือ อภิ+ปัญญา (อภิ แปลว่า ยิ่ง , ปํญญา แปลว่า ความรู้)
อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงกว่าเหนือปกติ เป็นความรู้ที่พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐาน

















วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สักการะพระธาตุประจำวันเกิดจังหวัดนครพนม



สักการะพระธาตุประจำวันเกิดจังหวัดนครพนม
การได้กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุถือว่าเป็นมงคลสูงสุดแห่งชีวิต หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว 500 ปี ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงให้คณะพระธรรมฑูตอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปประดิษฐานตามเมืองสำคัญต่างๆ  ซึ่งแยกออกเป็น 8 สาย สายหนึ่งได้อัญเชิญมายังดินแดนสุวรรณภูมิ ณ ภูพร้า ตั้งแต่ พ.ศ. 5  พระบรมสารีริกธาตุแตกกระจายออกไปอยู่อาณาจักรล้านช้าง  ในปัจจุบันคือจังหวัดนครพนม  องค์พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ที่ใดก็ได้มีการสร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นและมีเหล่าเทพเทวดาเป็นผู้อารักคุ้มครอง ซึ่งในจังหวัดนครพนมเพียงจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระธาตุประจำวันทั้ง 7 วัน



พระธาตุพนม
ตั้งประดิษฐานอยู่ทีวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม ห่างจากตัวจังหวัด  50 กิโลเมตร พระธาตุพนมได้บรรจุพระอุรังคธาตุ(กระตูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้าไว้  เป็นพระธาตุเก่าแก่สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1200 – 1400  เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของพี่น้องทั้งชาวไทยและลาว  ตามตำนานกล่าวไว้ว่า  พระมหากัสสปะและพระอรหันต์ 500 องค์ พร้อมด้วยเจ้าผู้ครองนครแคว้นต่างๆ เป็นผู้สร้าง องค์พระธาตุมีฐานกว้างยาวด้านละ12.33 เมตร สูง 53.60  เมตร บนยอดพระธาตุประดับด้วยฉัตรทองคำ มีน้ำหนัก110 กิโลกรัม  องค์พระธาตุเป็นรูปทรงคล้ายกลีบบัวสี่กลีบที่ยังตูม เรียกว่า บัวเหลี่ยม ลวดลายประติมากรรมเป็นสมัยศิลปะทรารวดี งานมนัสการพระธาตุพนมจัดในวันขึ้น 10 ค่ำ ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี
ตามความเชื่อของชาวล้านนาพระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำปีเกิดนักษัตรวอก และเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันอาทิตย์ เชื่อกันว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์มีบุญบารมีและผู้คนให้ความเคารพนับถือ และมีความเชื่อว่าผู้ใดได้ไหว้พระธาตุครบ 7 ครั้ง ถือเป็นลูกพระธาตุ มีความสิริมงคลสูงสุดของชีวิต

คำนมัสการพระธาตุ ปุริมายะ ทักขิณายะ ปัจฉิมายะ อุตตะรายะ เหฏฐิมายะ อุปะริมายะ ทิสายะ กะปะณะคิริสะมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ  ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ
คำนมัสการยอดพระธาตุ
เสตะฉัตตัง สุวัณณะระชะตัง ระตะนัง ปะณีตัง  พุทธะอุรังคะเจดีย์  อะหัง วันทามิ สัพพะทา
คำนมัสการพระธาตุหัวอก (นมัสการทิศทั้ง 6)
ทิศบูรพา ปุริมายะ ทิสายะ กะปะณะคิริสะมิง ปัพเพะเต  มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ
ทิศทักษิณ ทักขิณายะ ทิสายะ กะปะณะคิริสะมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ
ทิศปัจฉิม ปัจฉิมายะ กะปะณะคิริ สะมิง ปัพเพเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ
ทิศอุดร อุตตะรายะ กะปะณะคิริสะมิง ปัพพะเต  มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ
ทิศเบื้องบน อุปะริมายะ กะปะณะคิริสะมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ
ทิศเบื้องล่าง เหฏิฐิมายะกะปะณะคิริสะมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิระสา นะมามิฯ

สิ่งของบูชาพระธาตุ ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีแดง ธูป 6 ดอก เทียน  2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิดวันอาทิตย์ อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ (สวดวันละ 6 จบ ชื่อคาถาพระนารายณ์แปลงรูป ใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศอีสาน/ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ)   


     
พระธาตุเรณู
ตั้งอยู่ทีวัดธาตุเรณู ต.เรณู  อ.เรณู จำลองมาจากองค์พระธาตุพนมเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2461  โดยพระอุปัชณาย์อินภูมิโย องค์พระธาตุมีความสูง  35 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมกว้างยาวด้านละ 8.37 เมตร มีซุ้มประตู  4 ด้าน ภายในบรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน ของมีค่าๆ และเครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง ภายในโบสถ์ของวัดยังประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ พระนามว่า พระองค์แสน เป็นศิลปะแบบลาว ปางสมาธิ มีลักษณะสวยงามอีกทั้งยังเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาว อำเภอเรณูนคร
พระธาตุเรณูถือว่าเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันจันทร์ เชื่อว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดั่งแสงจันทร์
คำนมัสการพระธาตุเรณู  ปุริมายะ หิสายะ เรณูนะคะรัสมิง สะปะริสายะ อินทะเกเรณะ จะ สังฆะเกเรณะ จะ ฐาปิตัง เจติยัง สิระสานะมานิ
 ทักขิณายะ หิสายะ เรณูนะคะรัสมิง สะปะริสายะ อินทะเกเรณะ จะ สังฆะเกเรณะ จะ ฐาปิตัง เจติยัง สิระสานะมานิ
ปัจฉิมมายะ หิสายะ เรณูนะคะรัสมิง สะปะริสายะ อินทะเกเรณะ จะ สังฆะเกเรณะ จะ ฐาปิตัง เจติยัง สิระสานะมานิ
อุตตะรายะ หิสายะ เรณูนะคะรัสมิง สะปะริสายะ อินทะเกเรณะ จะ สังฆะเกเรณะ จะ ฐาปิตัง เจติยัง สิระสานะมานิ
สิ่งของบูชาพระธาตุ ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีเหลือง ธูป 15 ดอก เทียนขาว 2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิดวันจันทร์ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา  (สวดวันละ 15 จบ ชื่อคาถาพระกระทู้เจ็ดแบก ใช้ทางคงกระพัน ประจำอยู่ทิศบูรพา/ทิศตะวันออก)


พระธาตุศรีคุณ
ตั้งอยู่ที่วัดธาตุศรีคุณ ต.นาแก อ.นาแก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 78 กิโลเมตร ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2340  ต่อมาในปี พ.ศ. 2421 ตั้งเป็นวัดพระธาตุศรีศรีคุณ และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2486 -2490 อง่ค์พระธาตุมีฐานและเรือนธาตุสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น เรือนยอดทรงบัวเหลี่ยม ส่วนยอดประดับฉัตรองค์ธาตุสีขาวประดับลายปูนปั้นสีทอง ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอรหันตธาตุของพระโมคลานะ พระสารีบุตรและพระสังกัจจายนะ พระธาตุศรีคุณเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันอังคาร เชื่อว่าผู้ใดที่ได้ไปนมัสการพระธาตุศรีคุณจะได้รับอานิสงส์ให้มีศักดิ์ศรีทวีคูณ
คำนมัสการพระธาตุศรีคุณ
ตั้งนะโม  3 จบ
จะตุทิสสะยะ  อิมัสมิง อาวาเส  โปราณะ ฐาปิตัง ธาตุสีละคุณัง สิระสา นะมามิ
ทุติยัมปิ จะตุทิสสายะ อิมัสิง อาวาเส โปราณะ ฐาปิตัง ธาตุสีละคุณัง สิระสา นะมามิ
ตะติยัมปิ จะตุทิสสายะ อิมัสมิง อาวาเส โปราณะ ฐาปิตัง ธาตุสีละคุณัง สิระสา นะมามิ
นะพุท  โมพุท พุทพุท ธาพุท อะพุท นะมะพะธะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สะทา โสต ถี ภะวันตุ เม
สิ่งของบูชาพระธาตุ  ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีชมพู ธูป 8 ดอก เทียน 2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิดวันอังคาร  ติ หัง จะ โตโร ถิ นัง  (สวดวันละ 8 จบ ชื่อคาถาฝนเสน่หา ใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศอาคเนย์/ทิศตะวันออกเฉียงใต้)


พระธาตุมหาชัย
ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 39 กิโลเมตร องค์พระธาตุเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมสูง 40 เมตร สีขาวลวดลายสีทองชั้นล่างทำเป็นซุ้มประตูทั้งแปดด้านสลับกับซุ้มเทพพนมอย่างสวยงาม สร้างในปี พ.ศ. 2495  เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัญญาโกณฑัญญะ พระสารีบุตรและพระอนุรุท ซึ่งล้วนแต่เป็นพระปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า พระธาตุมหาชัยเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันพุธ เชื่อว่าผู้ที่ได้นมัสการพระธาตุมหาชัยจะได้รับอานิสงส์ประสบชัยชนะในชีวิต
คำนมัสการพระธาตุมหาชัย อิมัสมิง เจติเย สรานิชิยา ภูมิพะละมหาเรเชนะ ฐะปิตัง พุทธสารีริกธาตุญจะ  อัญญาโกณฑัญญะ สาริปุตตะ โมคคัลลานะ อานันทะ อนุรุทธะ ธะโสสัตเกรานัง โมสปัญญาเถเรนะ ฐปิตานิ อัฐฐีนิ จะ สิระสา นะมานิ
สิ่งของบูชาพระธาตุ  ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ตอกบัว ธูป 17 ดอก เทียนขาว 2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิดวันพุธ
วันพุธกลางวัน ปิ สัม ระ โส ปุ สัต พุท (สวดวันละ 17 จบ ชื่อคาถาพระนารายณ์เลื่อนสมุทร ให้เสกปูนสูญผี ประจำอยู่ทิศทักษิณ/ใต้)
วันพุธกลางคืน คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ (สวดวันละ 12 จบ  ชื่อคาถาพระนารายณ์พลิกแผ่นดิน ให้ทางแก้ความผิด ประจำอยู่ทิศพายัพ/ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ)


พระธาตุประสิทธิ์
ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุประสิทธิ์ หมู่ 13 ต.นาหว้า อ.นาหว้า ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 93  กิโลเมตร เดิมเป็นเจดีย์โบราณไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2436  ได้มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ โดยจำลองรูปทรงมาจากพระธาตุพนม ลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยม วัดรอบฐานได้ 20.80 เมตร สูง 28.52 เมตร  ภายในพระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตสารีริกธาตุ รวม 7 องค์ พระพุทธรูปเก่าแก่ ดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง พระพุทธบาทจำลองที่อัญเชิญจากกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2500  พระธาตุประสิทธิ์เป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี เชื่อกันว่าผู้ใดได้นมัสการพระธาตุประสิทธิ์จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้สัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติงาน
คำนมัสการพระธาตุประสิทธิ์
ชัมพุเขตตะคาเม ฐิเต อิมัสมิง อารามเขตเต เทวะระตะนะ โมสีติ ราชะทินนะ นามะเกนะ กันโตภาสะมะหาเกเรนะสัทธิง เถรานุเถเรหิ อิมัสมิง พุทธะปะระสฺทธิ์เจติเย อานีตัง ฐาปิตัง จตุตทะสะ พุทธะธาตุญจะ จะตุสังเวชะนียะมัตติกัญจะ สิระสา เม นะมามิ สัพเพปิยะนุตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
สิ่งของบูชำพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกไม้สีส้ม ธูป 18 ดอก เทียน 2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
(สวดวันละ 18 จบ ชื่อคาถาพระนารายณ์ตรึงไตรภพ ใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำทิศประจิม/ตะวันตก)



พระธาตุท่าอุเทน
ประดิษฐานที่วัดพระธาตุท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 26 กิโลเมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2455  สร้างโดยพระสีทัตถ์สุวรรณมาโจ และพระภิกษุสงฆ์พร้อมด้วยชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งจำลองมาจากพระธาตุพนม แต่มีขนาดเล็ดและสูงกว่าพระธาตุพนม มีความสูงจากพื้นดินถึงยอด 33 วา  ฐานกว้างด้านละ 6 วา 3 ศอก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า รวมทั้งพระพุทธรูปและของมีค่าต่างๆ ที่มีผู้มีจิตศรัทธาได้บรรจุถวายไว้ พระธาตุท่าอุเทนถือเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันศุกร์  เชื่อว่าผู้ที่ได้สักการะจะได้รับอานิสงส์ให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามรุ่งอรุณ
คำนมัสการพระธาตุท่าอุเทน
ทิศตะวันออก ปุริมายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนะรัฏฐัสมิง อายัสสะมันเต สีทัดเถนะ ฐาปิตัง พุทธะสารีริกะธาตุง สิระสานะมามิ
ทิศเหนือ  อุตตะรายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนะรัฏฐัสมิง อายัสสะมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตัง พุทธะสารีริกะธาตุง สิระสานะมามิ
ทิศตะวันตก ปัจฉิมายะ ทิสายะ นะทีติเร อุเทนะรัฏฐัสมิง อายัสสะมันเต สีทัดเถนะ ฐาปิตัง พุทธะสารีริกะธาตุง สิระสานะมามิ
ทิศใต้ ทักขิณายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนะรัฏฐัสมิง อายัสสะมันเต สีทัดเถนะ ฐาปิตัง พุทธะสารีรีกะธาตุง สิระสานะมามิ
สิ่งของบูชาพระธาตุ ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง  ดอกไม้สีน้ำเงินหรือสีฟ้า  ธูป 21 ดอก เทียน 2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันศุกร์ วา โธ โน อะ มะ มะ วา  (สวดวันละ 10 จบ ชื่อคาถาพระพุทธเจ้าตวาดหิมพานต์ ใช้ในทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศอุดร/ทิศเหนือ)


พระธาตุนคร
ประดิษฐานที่วัดมหาธาตุ ถ.สุนทรวิจิตร  อ.เมือง วัดสร้างในปี พ.ศ. 1150 โดยพระยามหาอำมาตย์(ป้อม) จากเวียงจันทน์ มีชื่อเดิมว่าวัดมิ่งเมือง คนท้องถิ่นนิยมเรียกว่า วัดธาตุ เพราะมีพระธาตุเป็นจำนวนมาก ต่อมาปี พ.ศ. 2462 พระครูพนมคณาจารย์เจ้าอาวาสสมัยนั้นได้รื้อถอนพระธาตุเหล่านี้ออก แล้วสร้างพระธาตุนครขึ้นแทนซึ่งเสร็จในปี พ.ศ. 2465 พระธาตุนครมีลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 5.85 เมตร สูง 24 เมตร  มีรูปแบบตามพระธาตุพนมองค์เดิม ภายในบรรจุพระอรหันตธาตุ พร้อมกับองค์พระพุทธรูปทองคำและพระพุทธรูปเงินในผอบไม้จันทน์แดงที่ได้มาจากพระธาตุองค์เดิมพร้อมทั้งของมีค่าต่างๆ  พระธาตุนครเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันเสาร์ เชื่อว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์เสริมบุญบารมีและมีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน
คำนมัสการพระธาตุนคร อมัสมิง มหาธาตุอาวาเส มหาพนม นคราจาริเยนะ ฐาปิตัง อะระหันตะสารีริกธาตุญเจวะ พุทธสารีระกธาตุญจะ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ทุติยัมปิ ฯลฯ ตะติยัมปี ฯลฯ
สิ่งของบูชาพระธาตุ ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ธูป 10 ดอก เทียน 2 เล่ม
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิดวันเสาร์ โสมา ณะ กะ ริ ถา โธ (สวดวันละ 10 จบ ชื่อคาถาพระนารายณ์ถอดจักร ใช้ทางถอดคุณไสย ประจำทิศหรดี/ ทิศตะวันตกเฉียงใต้)

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วัดทองทั่วเป็นวัดเก่าแก่ของจันทบุรี




วัดทองทั่ว
ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี ห่างจากตัวเมืองจังหวัดไปทางทิศตะวันออกไป 5 กิโลเมตร
มีตำนานเรื่องราวก่อนสร้างวัด ก็คือ สมัยก่อนมีวัดอยู่วัดหนึ่งอยู่ห่างจากวัดทองทั่วไปทางทิศใต้ราว 400 เมตร ชื่อว่า วัดเพนียด ต่อมาวัดนี้ได้กลายเป็นวัดร้าง และต่อมาได้สร้างวัดขึ้นใหม่ ชื่อว่า วัดทองทั่ว ซึ่งชื่อวัดมาจากตำนานเมืองกาไว ที่ว่าพระนางกาไวจะหนีแล้วหว่านทองไปทั่วเพื่อให้ทหารฝ่ายศัตรูมัวพะวงเก็บทองจะหนีได้สะดวก
ประวัติการสร้างวัดทองทั่วไม่มีหลักฐานว่าสร้างในปี พ.ศ.ใด แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าอาจสร้างในยุคที่เมืองจันทบุรียังตั้งอยู่ในแถบนี้ สร้างโดยเจ้าผู้ครองนคร องค์ใตองค์หนึ่ง  
โบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่
ใบเสมา เป็นหลักเขตแดนที่พรเจ้าแผ่นดินได้พระราชทานที่ถวาย สำหรับให้พระสงฆ์ได้ทำสังฆกรรม เช่น ลงพระอุโบสถ  ฟังพระปาฏิโมกข์ อุปสมบท กรานกฐิน ตามหลักของพระธรรมวินัยสงฆ์ ใบเสมารอบพระอุโบสถหลังเก่าของวัดทองทั่วเป็นใบเสมาคู่ ซึ่งในจันทบุรีมี 2 วัดที่มีใบเสมาคู่ คือ วัดทองทั่ว และ วัดกลาง ลักษณะใบเสมาคู่เป็นศิลปะจัดอยู่ในสมัยอยุธยา หรือ อาจเป็นศิลปะศรีวิชัย ในใบเสมามีดอกบัว 2 ดอก แยกออกซ้ายขวา



 อุโบสถหลังเก่า กรมการศาสนาออกหนังสือสภาพวัด ได้ตั้งวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2310 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2318 อยู่ในสมัยกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร และศิลปะโครงสร้างเดิมก็เป็นที่นิยมในสมัยอยุธยา  ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธสุวรรณมงคลศากยมุนีศรีสรรญเพชร (หลวงพ่อทอง) เป็นพระประธาน

หน้าพระอุโบสถหลังเก่า

สิงห์ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถหลังเก่า

ภายในพระอุโบสถหลังเก่า

พระพุทธสุวรรณมงคลศากยมุนีศรีสรรญเพชร (หลวงพ่อทอง)

เจดีย์  ภายในวัดมีเจดีย์อยู่ 2 องค์ รูปทรงลังกาเป็นรูปลักษณะที่นิยมในสมัยอยุธยา จึงสันนิษฐานว่า เจดีย์องค์แรก น่าจะสร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้างวัด ซึ่งมีนางก๋วย เป็นผู้บูรณะปฏิสังขรณ์สมัยพระอุปัชณาจี๊ด จันทสาโร
ส่วนอีกองค์ สร้างโดยนางขาว เอครพานิช องค์นี้สร้างในสมัยพระอุปัชณาจี๋ด จันทสาโร  เจดีย์องค์นี้คนแก่เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ท่านยังเป็นเด็กจะเห็นเจดีย์แต่ไกล เพราะที่ปลายยอดเจดีย์มีลูกแก้วติดอยู่เวลาพระอาทิตย์ส่องจะสะท้อนแสงแวววาว และจะเห็นเจดีย์ขาวทั้งองค์เพราะในสมัยนั้นไม่ค่อยมีต้นไม้ ส่วนมากจะเป็นทุ่งนาและสถานที่ตั้งวัดเป็นที่ดอน

เจดีย์องค์แรก



เจดีย์องค์ที่สอง


ธรรมาสน์ 
ใช้สำหรับแสดงพระธรรมเทศนา สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2467 ในสมัยพระครูโสภณสมณวัตร (ท่านพ่อฟู โสรโต)   ผู้สร้างคือนายรุนผัว เสมพัณญา และ นายมันผัว แดงไคร้เมีย เป็นไม้สักทั้งหลังแกะสลักลวดลายงดงาม กรมศิลปากรได้ขึ้นเป็นโบราณวัตถุ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2537


ตู้พระไตรปิฎก    ตู้พระไตรปิฎกมีลายรดน้ำปิดทอง ลักษณะทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ เรียกว่า ตู้พระไตรปิฎก หรือตู้พระธรรมมีชั้นวางหนังสือได้  2 ชั้น 

หีบเก็บรักษาคัมภีร์ เป็นหีบคัมภีร์ขนาดใหญ่ รูปลักษณะสี่เหลี่ยมคางหมู ปากกว้างแล้วสอบลงล่าง มีขาตั้งในตัว มีฝาหีบที่แกะสลักลวดลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และมีลายเทพพนม เป็นฝึมือช่างในสมัยอยุธยา มีความเก่าแก่กว่าตู้พระธรรมลายทอง อายุประมาณราว 300  ปี ปัจจุบันฝาปิดด้านบนได้หายไป และส่วนฐานด้านล่างได้ถูกปลวกกัดกิน
หีบพระธรรมหรือหีบพระมาลัย เป็นหีบสำหรับใส่หนังสือพระอภิธรรมและพระมาลัย เวลามีงามศพนำไปตั้งบูชาตอนพระสงฆ์สวด เรียกว่า พระสวดพระอภิธรรม เมื่อพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมเสร็จแล้ว ชาวบ้านที่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพ ก็จะนำหนังสือเล่มนี้มาสวดกันเรียกว่า สวดพระมาลัยในเนื้อเรื่องจะกล่าวถึงมนุษย์ตอนยังมีชีวิตอยู่ได้ทำบาปกรรมต่างๆ เมือตายก็ต้องไปเสวยผลบาปกรรมที่ทำไว้ จะสวดเป็นภาษาไทยร้อยกรอง เป็นทำนองที่ไพเราะ หีบพระธรรมนี้เป็นฝีมือช่างยุดตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใบหนึ่งเป็นลายรดน้ำปิดทองกนกเปลวเพลิง มีรูปเทวดา 3 องค์ อีกใบเป็นรูปเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นลายรดน้ำปิดทอง อายุประมาณ 200  ปี

สิงห์อยู่หน้าโบสถ์หลังเก่า เป็นศิลปะขอมในสมัยก่อนฝังในดิน สร้างในสมัยเมืองโบราณ มีประมาณ 4  -  8  ตัว ปัจจุบันเหลือแค่ตัวเดียว  และสิงห์ตัวนั้มีเรื่องเล่าของชาวบ้านสมัยก่อนว่าเป็นสิงห์ที่ดุร้ายชอบออกอาละวาดมาเหยียบต้นข้าวที่ชาวบ้านปลูกไว้เสียหายเป็นประจำ  ในสมัยโบราณตอนสร้างใต้ท้องสิงห์ไม่ได้มีรู แต่คราวที่ฝรั่งเศสมายึดเมืองจันทบุรีและได้ยินที่ชาวบ้านบอกถึงตำนานที่สิงห์ออกอาละวาดจึงเอาปืนยิงไปใต้ท้องสิงห์เพื่อพิสูจน์ว่าใต้ท้องสิงห์มีสิ่งใดซ่อนอยู่หรือไม่