วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชาคมอาเซียน นั้นสำคัญไฉน



ประชาคมอาเซียน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชีย มีความสำคัญและเป็นที่รู้จักทั้งซีกโลกตะวันออกและซึกโลกตะวันตก ตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรที่สำคัญ ได้แก่ อินเดียและจีน จึงได้รับอิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรม จากอาณาจักรทั้งสองแห่ง ดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะที่ปรากฏ ดินแดนแห่งลมมรสุม เนื่องจากดินแดนแห่งนี้มีลมมรสุมพัดผ่าน ซึ่งใช้ในการเดินทางทางเรือ
เอเชียใน หรือ เอเชียกลาง มีที่มาจากที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอินเดียและจีน แต่ชื่อเรียกที่เป็นทางการในปัจจุบัน คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ตั้งฐานทัพในบริเวณนี้ เพื่อรบกับญี่ปุ่น ซึ่งระบุพิกัดตามหลักภูมิศาสตร์ จึงเป็นที่มาของ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้    เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยมีประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ร่วมกันก่อตั้ง สมาคมอาสา –ASA (Association of Southeast Asia)”   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดำเนินการได้ 2 ปี ก็ประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมาเลเซียซึ่งป็นสมาชิกกับประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้สมาคมนี้ต้องหยุดชะงักลง


ต่อมาเมื่อประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันแล้ว ประเทศในส่วนภูมิภาคนี้จึงพยายามได้ก่อตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศภายในภูมิภาคขึ้นมาอีกครั้ง  และแล้วในวันที่  8 สิงหาคม พ.ศ.  2510  สมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีการจัดประชุมที่กรุงเทพฯ และมีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพฯ  (Bangkok Decharation)  ที่วังสราญรมย์ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศได้แก่ ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและสิงคโปร์  การลงนามในครั้งนี้ก่อให้เกิด   สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ -ASEAN (Association of Southeast Asian Nations)”

ในปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดตั้ง ASEAN  ได้  7 ประการดังนี้
1.ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม           เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
2.ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
3.เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ พัฒนาทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
4.ส่งเสริมให้ประชาชนใน อาเซียน มีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
5.ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย ส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6.เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนปรับปรุงการขนส่งและคมนาคม
7.เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียกับภายนอกประเทศ องค์การ ความร่วมมือ เพื่อภูมิภาคอื่นๆ  และองค์การระหว่างประเทศ

ในเวลาต่อมาได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกดังนี้ บรูไนฯ เมื่อวันที่  8 กรกฎาคม พ.ศ.  2527  สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วันที่  28 กรกฎาคม พ.ศ.  2538  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศสหภาพพม่า วันที่  23 กรกสฎาคม พ.ศ.  2540  และราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่  30 เมษายน พ.ศ. 2542
สรุปในปัจจุบัน ASEAN มีสมาชิกทั่งหมด  10  ประเทศ ได้แก่

 





ประเทศบรูไนดารุสซาลาม มีภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น การปกครองเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ภาษามาเลย์เป็นภาษาหลัก

สหราชอาณาจักรกัมพูชา มีภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อนและแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน การปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย ใช้ภาษากัมพูชาเป็นภาษาหลัก




สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีภูมิอากาศเป็นแบบป่าดิบชื้น การปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย ใช้ภาษาอาข่า อินโดนีเซีย

 








สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีภูมิอากาศเป็นแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ใช้ภาษาลา
วเป็นภาษาหลัก







สหพันธรัฐมาเลเซีย ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น การปกครองแบบประชาธิปไตย ใช้ภาษามาเลย์ เป็นภาษาหลัก


สหภาพพม่า มีภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน การปกครองแบบเผด็จการทหาร ใช้ภาษาพม่าเป็นหลัก

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ มีภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น การปกครองแบบประชาธิปไตย  ใช้ภาษาฟิลิปปินโนนและอังกฤษ

สาธารณรัฐสิงคโปร์ การปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย ใช้ภาษามาเลย์ อังกฤษ ทมิฬ จีน

อาณาจักรไทย ภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อนและแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน มีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ใช้ภาษาไทย



สาธารณรัฐสังคมเวียดนาม มีภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อนและแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ใช้ภาษาเวียดนาม



สัญลักษณ์ ASEAN  คือตันข้าวสีเหลือง 10 ต้นมัดรวมกันบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน
      สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพ และความมั่นคง
      สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
      สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
      สีเหลืองหมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง


ประชาคมเอเซียน มีนโยบายหลัก 3 ประการ คือ
1.เรื่องประชาคมการเมืองและความมั่นคง –ASC (ASEAN Security Community)
2.เรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน-AEC  (ASEAN Economic Community)
3.เรื่องประชาคมสังคมหรือวัฒนธรรม-ASCC (ASEAN Socio-Outtural  Community)

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานองอาเซียน
1.    สำนักเลขาธิการอาเซียน หรือ ASEAN Secretariat  ที่กรุงจากาตาร์ประเทศอินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างประเทศสมาชิก โดยมีเลขาธิการอาเซียน(ASEAN Secretary-General) เป็นหัวหน้าสำนักงาน ผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบันเป็นคนไทย คือ คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี (ค.ศ. 2008-2012)
2.    สำนักงานอาเซียนแห่งชาติ หรือ ASEAN National Secretariat เป็นหน่วยงานระดับกรมในกระทรวงการต่างประเทศ สมาชิกอาเซียนมีหน้าที่ประสานกิจการในประเทศนั้นและติดตามผลการดำเนินงาน สำหรับประเทศไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมอาเซียนกระทรวงต่างประเทศ


การประชุมครั้งที่ ๑๙ จัดขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้จัดตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน หรือ ASEAN University Network  (AUN) ตั้งขึ้นเพื่อเป็นแกนหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของภูมิภาค โดยประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง และพร้อมเสนอให้ก่อตั้ง มูลนิอาเซียน  ASEAN Foundation  เพื่อส่งเสริมแลกเปลี่ยนนักศึกษนและนักวิชาการ ตลอดจนมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับอาเซียน

ในปี พ.ศ. 2535 อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน  ได้เสนอให้ก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ ASEAN Free Trade Area (AFTA) เพื่อลดภาษีศุลกากรซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าภายในอาเซียนให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าและดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ นำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ชัดเจน ในการจัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียน หรือ  ASEAN Investment Area (AIA)

          ASEAN  10 +3 (จีน ,เกาหลีใต้และญี่ปุ่น)









วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สืบสานประเพณีไหลเรือไฟ




ประเพณีไหลเรือไฟ
วันที่ ๓๐ ตุลาคมนี้ก็จะเป็นวันออกพรรษาแล้ว ชาวอีสานจะมีงานประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งจะทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือ วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ประเพณีไหลเรือไฟนี้มีความเชื่อหลายประการ เช่น เป็นการบูชารอยพระพุทธบาท ,การสักการะท้าวพกาพรหม,การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณีหรือเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา เป็นต้น

คำว่า เรือไฟหรือเฮีอไฟ  หมายถึง เรือที่ทำด้วยท่อนกล้วย ไม้ไผ่หรือวัสดุที่ลอยน้ำมีโครงสร้างเป็นรูปร่างต่างๆ ตามต้องการ เมื่อจุดไฟใส่โครงสร้างเปลวไฟจะลุกเป็นรูปร่างตามโครงสร้างนั้นๆ
ไหลเรือไฟ จีงเป็นพีธีกรรมอย่างหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวอีสานยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ ประเพณีการไหลเรือไฟแต่ละท้องถิ่นเรียกไม่เหมือนกัน เช่น ล่องเรือไฟ,ลอยเรือไฟหรือปล่อยเรือไฟ  แต่อย่างไรก็แล้วแต่มีลักษณะที่เหมือนกันคือเป็นเรือไฟที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ


เรือไฟประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ จะใช้ไม้ที่ลอยน้ำมาผูกติดกันเป็นแพ และอีกส่วนที่เป็นรูปร่างสำหรับจุดไฟ เป็นส่วนที่อยู่บนทุ่น ใช้ไม้ไผ่ลำยาวตั้งปลายขึ้นทั้ง ๓  ลำเป็นเสารับน้ำหนักของแผลง และแผลงนี้ก็ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กมาผูกยึดไขว้กันเป็นตารางสี่เหลี่ยมระยะห่างกันประมาณคีบเศษ มัดด้วยลวดให้แน่น วางราบบนพื้น แล้วออกแบบเป็นรูปร่างต่างๆ ตามที่คิดไว้ ในสมัยก่อนจะออกแบบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพุทธ เช่น พุทธประวัติ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันจะออกแบบให้เข้ากับเหตุการณ์

เมื่อได้ภาพก็เริ่มทำลวดลายภาพ โดยใช้ไม้ไผ่เล็กๆ และลวดดัดให้เป็นลายตามที่ต้องการ แล้วใช้จีวรเก่าๆ มาฉีกเป็นริ้วๆ ชุบน้ำมันยาง (ปัจจุบันใช้น้ำมันโซล่า) เมื่อชุบแล้วก็นำไปตากประมาณ ๖ ๗ วัน หรือไม่ตากก็ได้ แล้วน้ำมาพันกับเส้นลวดจนทั่วและมีริ้วผ้าเส้นเล็กๆ วางแนบเป็นแนวยาวทำหน้าที่เป็นสายชนวน เมื่อเวลาจุดไฟ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ไปผูกติดกับไม้ไผ่ที่ทำเป็นเสาหลักไว้ เมื่อถึงเวลาก็จุดไฟแล้วปล่อยไปตามน้ำ
แต่ปัจจุบันนี้การทำเรือไฟได้เปลี่ยนไป โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้เรือจริง การใช้ไฟฟ้าประดับแทนการผ้าที่ชุบน้ำมัน


ประเพณีไหลเรือไฟนี้ในตั่งแต่ช่วงเช้าจะมีการทำบุญตักบาตร มีการละเล่นต่างๆ เพื่อความสนุกสนาน และมีการรำวงเพื่อฉลองเรือไฟ พอพลบค่ำจะมีการสวดมนต็รับศีลและฟังเทศน์ พอถึงเวลาประมาณ ๑๙ ๒๐ นาฬิกา  ชาวบ้านจะนำของกิน ผ้า ของใช้ ขนม ข้าวต้มมัด  กล้วย อ้อย หมากพลู บุหรี่ ฯลฯ ใส่ลงในถาดบรรจุในเรือไฟ พอถึงเวลาก็จุดไฟให้เรือสว่าง แล้วปล่อยเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำ
จังหวัดที่มีการไหลเรือไฟ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ,สกลนคร,นครพนม,หนองคาย,เลย,มหาสารคามและอุบลราชธานี

ประเพณีตักบาตรเทโว


ประเพณีตักบาตรเทโว
ตอนนี้ใกล้วันออกพรรษาแล้ว(วันที่ ๓๐  ต.ค. ๒๕๕๕) มาคุยกันเรื่องตักบาตรเทโวกันดีกว่า



คำว่า  เทโว  มาจากคำว่า  เทโวโรหณะ  คือตักบาตรแด่พระพุทธเจ้า เมื่อคราวเสด็จลงเทวโลกจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์



 
เมื่อคราวที่พระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่างๆ ของประเทศอินเดียตอนเหนือตั้งแต่เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดจนถึงเมืองกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นปิตุภูมิของพระองค์  ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายและพระพุทธบิดา แล้วทรงปรารถนาจะสนองคุณพระมารดา ซึ่งหลังจากประสูติพระองค์แล้วได้ ๗ วัน ทรงสิ้นพระชนม์และได้เกิดเป็นเทพบุตร อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต  ในพรรษาที่ ๗ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  เทศนาพระอภิธรรมปิฏกโปรดพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา พอถึงแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จึงเสด็จลงมาประทับที่เมืองสังกัสสะ ประชาชนพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทำบุญตักบาตรกันอย่างหนาแน่น การทำบุญตักบาตรในวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลกจึงเรียกว่า ตักบาตรเทโว พุทธศาสนิกชนได้ยึดถือปฎิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
หนังสืออนุสาวรีย์ วัด สะพาน คลองถนน

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เที่ยวดอยอินทนนท์ สักการะพระมหาธาตุ ชมดอกพญาเสือโคร่ง

ดอยอินทนนท์

 

เป็นดอยที่สูงที่สุดของประเทศไทย  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๒,๕๖๕ เมตร ตั้งอยู่ อ.แม่แจ่ม
อ.แม่แจ่ม,อ.แม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ ซึ่งเดิมเรียกว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ซึ่งดอยหลวงมาจากดอยที่มีขนาดใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียก ดอยหลวง (ภาษาเหนือ คำว่า หลวง แปลว่า ใหญ่) ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่ากันว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตก ประมาณ ๓๐๐ เมตร มีหนองน้ำใหญ่ลักษณะเมือนอ่างน้ำ ฝูงกาจำนวนมากพากันลงเล่นที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า ดอยอ่างกา แต่ก็มีคนบอกว่า  คำว่า อ่างกา เป็นภาษาปกาเกอญอ(กะเหรี่ยง)  แปลว่า ใหญ่ ดังนั่น ดอยอ่างกา จึงแปลได้ว่าเป็นดอยที่มีขนาดใหญ่

ในสมัยโบราณการควบคุมป่าไม้เจ้าผู้ครองนครจะเป็นผู้ดูแล ซึ่งในสมัยพระเจ้าอินทริชยานนท์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗  (พ.ศ.๒๔๑๓ ๒๔๔๐)  พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้มาก พระองค์ทรงรับสั่งว่า เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ให้นำอัฐิบางส่วนไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ครั้นพระองค์สิ้นพระชนม์  พระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระราชธิดาได้อัญเชิญอัฐิไปบรรจุไว้บนดอยอ่างกา ซึ่งนับแต่นั่นมาก็เรียกชื่อใหม่ว่า ดอยอินทนนท์

ที่ดอยอินทนนท์ยังมีสถานีเรดาห์ของกองทัพอากาศตั้งอยู่จุดที่สูงสุด และยังมีพระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ พระธาตุทั้งสององค์นี้ทางกองทัพอากาศร่วมกับประชาชนชาวไทยสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ



ในช่วงฤดูหนาว ที่มีอุณหภูมิยอดหญ้าต่ำกว่า 0 องศาเซลเชียส จะเกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งในตอนเช้า และยังพันธ์ไม้ดอกที่น่าสนใจ  เช่น
 ต้นพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoides)  จะสวยงามยามเมื่อต้นพญาเสือโคร่งทิ้งใบ  แล้วออกดอกเป็นสีชมพูบานสะพรั่งทั่งต้น สีสันสดใสคล้ายกับดอกซากุระญี่ปุ่น หาดูได้ตามดอกอินทนนท์,ดอยสันป่าเกี๊ยะ,ดอยอ่างขางและดอยขุนแม่ยะ ฤดูที่ออกช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ช่วงเวลา 7 โมง ถึง  9 โมงเช้า

กุหลาบพันปีหรือ ชาวบ้านเรียกว่า ดอกคำแดง จะขึ้นมากบริเวณดอยอ่างกาหลวงซึ่งเป็นหนองน้ำ มีความชุ่มชื้นสูง เป็นไม้ยืนต้น ออกดอกประมาณช่วงเดือน กุมภาพันธ์ พฤษภาคม
     


ดอกเอื้อง  เป็นกล้วยไม้สกุลหวาย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ เป็นดอกไม้ที่ชาวเชียงใหม่นำมาเสียมมวยผมในเทศกาลหรือฟ้อนรำต่างๆ มีด้วยกันหลายชนิด เช่น
     เอื้องคำ มีสีเหลืองเข้ม ออกดอก ช่วงเดือน ก.พ. พ.ค.
    เอื้องผึ้ง มีสีเหลือง ช่อดอกจำนวนมาก
   เอื้องแซะ มีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล
  เอื้องฟ้ามุ่ย มีสีม่วงจางๆ ลายสมุกไม่ชัดเจน ออกดอก ช่วงเดือน ก.ค. ส.ค.
  และเอื้องชนิดต่างๆ อีกมากมาย
ข้อมูลและภาพจาก หมี Travel,หนังสือวัฒธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จ.เชียงใหม่, sudhit,bloggang.com,อินทนนท์.com,Thaimtb.com



       


   





วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พระธาตุดอยสุเทพ พระธ่่าตุประจำปีเกิดมะแม




พระธาตุดอยสุเทพ
ดอยสุเทพ เดิมที่อยู่อาศัยของฤาษี มีนามว่า สุเทวะ เป็นภาษาบาลี แปลว่า เทพเจ้าที่ดี ซึ่งตรงกับคำว่า สุเทพ นั่นเอง
พระธาตุดอยสุเทพเป็นวัดสำคัญของเชียงใหม่  นักท่องเที่ยวส่วนมากที่ไปเชียงใหม่มักจะไปนมัสการ ซึ่งสมัยก่อนมักมีคำพูดที่ว่า ไปเชียงใหม่ ต้องไปกำแพงดิน  กินข้าวซอย ขึ้นดอยสุเทพ
 ประวัติ ก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๖๒  สมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย ทรงนิมนต์พระสุมนเถระจากสุโขทัยเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเชียงใหม่  ท่านได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย ๒ องค์ องค์เล็กทรงโปรดให้ประดิษฐานที่เจดีย์วัดสวนดอก ส่วนองค์ใหญ่พระองค์ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง ๑๓ ปีแล้วพระองค์ก็ทรงหาที่บรรจุพระธาตุโดยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคล พอช้างเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ  มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวัตรสามรอบแล้วล้มลง จึงทรง โปรดให้สร้างพระเจดีย์ สูง  ๕ วา
 ต่อมาในปี พ.ศ.๒๐๘๑ สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ ๑๒ ได้โปรดให้เสริมพระเจดีย์สูงกว่าเดิม กว้าง ๖ วา ๑๑ ศอก และให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ ต่อเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ















     ในระยะแรกวัดพระธาตุดอยสุเทพไม่มีพระภิกษุจำพรรษา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๐๘๑ ๒๑๐๐  พระญาณมงคลโพธิเถระจากลำพูนมาจำพรรษาและสร้างบันไดหินจากฐานขึ้นไปองค์พระบรมธาตุ ต่อมาได้ก่ออิฐถือปูนเป็นบันไดนาค
พ.ศ. ๒๓๔๘ พระเจ้ากาวิละโปรดให้บูรณะปฎิสังขรณ์พระบรมธาตุและสร้างวิหาร ๒ หลัง และเริ่มงานประเพณีเดินขึ้นตอยเพื่อไปทำบุญในวันแปดเป็ง(ภาษาเหนือ) หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ วันวิสาขบูชา

พ.ศ. ๒๔๗๘ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้เชิญชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระธาตุฯ โดยเริ่มลงมือเมื่อวันที่ ๙ พ.ย. ๒๔๗๘ เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๓๐ มี.ค. พ.ศ. ๒๔๗๙ ใช้เวลาเพียง ๔ เดือน ๒๒ วันเท่านั้นเป็นระยะทาง ๑๒ กม.
พระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรมะแม
 สืบสานประวัติศาสตร์และตำนาน เพื่อลูกหลานจะได้ไม่ลืมเลือน