วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยเมืองโบราณของจันทบุรี


เมืองจันทบุรีใช่จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตก ทะเล  ศูนย์การค้าอัญมณี ชมหิ่งห้อย ดำน้ำ อื่นๆ อีกมากมาย แต่เมืองจันท์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวคือเมืองโบราณด้วย



เมืองจันทบุรีเป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี ยังมีร่องรอยโบราณของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุไม่น้อยกว่า  6.000 – 4.000  ปี หลักฐานที่ปรากฏทั้งด้านมานุษยวิทยา ศิลปะ และประวัติศาสตร์  แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐาน การเติบโตอย่างกว้างขวางในท้องถิ่น การติดต่อค้าขายกับต่างถิ่น การรับและถ่ายทอด การผสมผสานของวัฒนธรรม ซึ่งมีพัฒนาการยาวนานติดต่อมาจนถึงปัจจุบัน
การศึกษาทางด้านโบราณคดีของจันทบุรี แยกออกได้เป็น  2  ยุด คือ

1.โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ คือ ช่วงเวลาก่อนที่จะมีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษร ค้นพบโดยการสำรวจและขุดพบแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ จ.จันทบุรี ซึ่งค้นพบเครี่องมือเครื่องใช้ของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุประมาณ 10,000-6.000 ปี มาแล้ว ต่อเนื่องถึงหินใหม่ตอนปลายมีอายุประมาณ  4.000 – 2.000  ปี มาแล้ว รวมถึงยุคโลหะที่คนรู้จักการทำสำริดและเหล็ก  คือประมาณ 1.500 ปี มาแล้ว เข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 12 ได้พบจารึกเพนียด (หลักที่ 52) ถือว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์จันทบุรีได้สิ้นสุดลง และเริ่มเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์




2.โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ เป็นช่วงเวลาที่มีประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว หลักฐานต่างๆ เหล่านั้นตามหลักฐานประวัติศาสตร์ ได้แก่ จารึก ตำนาน พงศวดาร ปูมโหร ปูมแพทย์  บันทึกการเดินทาง จดหมายเหตุ  ซึ่งได้พบหลักฐานขุมชนสมัยประวัติศาสตร์ในจันทบุรีเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ ซึ่งจะน่ามีอายุถึงปลายสมัยฟูนัน  ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม  ศิลปะ ศาสนาจากขอมโบราณ ซึ่งปรากฏหลักฐานในหนังสือฝรั่งเศส    ชื่อ   แคมโบช เขียนโดยมองสิเออร์ เอเตียนน์ เอโมนิเออร์ ปี พ.ศ. 2444 ว่ามีบาทหลวงองค์หนึ่งพบศิลาจารึกภาษาสันสฤต ที่ ต.เขาสระบาป ในศิลาจารึกมีข้อความว่า เมื่อพันปีล่วงมาแล้วมีเมืองๆ หนึ่งชื่อว่า ควานบุรี เป็นเมืองที่มีอาณาเขตกว้างขวางตั้งอยู่บริเวณบ้านเพนียด บ้านสระบาป ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ 1 กม. ยาวประมาณ 2 กม. คนที่สร้างเมืองควานบุรีชื่อหาง หรือ แหง คนพื้นเมืองพวกชอง



บริเวณที่พบแหล่งโบราณสถานมี 4 แห่ง คือ
1.เนินโบราณสถานที่วัดเพนียด (ร้าง)
2.โบราณสถานเพนียด
3.เนินโบราณสถานใกล้วัดทองทั่ว
4.เนินโบราณสถานวัดสมภาร(ร้าง)

ในเนินโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดพบหลักฐานที่พบ คือ จารึก ทับหลัง เสาประดับ กรอบประตู เคยเป็นที่ตั้งวัดเพนียด ปัจจุบันเหลือเพียงเนินขนาดใหญ่ฐานล่างก่อด้วยอิฐ ลึกจากพื้นดินลงไปประมาณ  4 เมตร เนินดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และยังพบร่องรอยของแนวศิลาแลงยาวประมาณ 15 เมตร  พบหลักฐานของสถาปัตยกรรม ได้แก่
-ทับหลังแบบถาลาบริวัตร และทับหลังแบบสมโบร์ไพรกุก ราวพุทธศตวรรษที่ 12
-ทับหลังแบบไพรรุกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ 13
-เสาประดับกรอบประตูในศิลปะขอม สมัยก่อนเมืองพระนคร จารึก 2 หลัก กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15
-ภาชนะดินเผาเป็นกระปุกทรงลูกจันรูปแบบอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16
-ไหเท้าช้าง เป็นที่นิยมในพุทธศตวรรษที่ 17-18 เป็นต้นมา
-พบประติมากรรมขนาดเล็กในอิทธิพลของศิลปะขอมแบบนครวัด ราว พ.ศ. 1650-1725 ประติมากรรมที่พบมีทั้งจากศิลาและทำด้วยสำริด
-เนินโบราณสถานบริเวณใกล้วัดทองทั่ว ในพื้นที่นี้ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ในบริเวณนี้ยังพบเศียรประติมากรรมรูปเคารพขนาดเล็กสลักจากศิลาทรายสีแดง เป็นศิลปะร่วมในศิลปะขอมแบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18
หลักฐานที่หลงเหลือชัดเจน คือ โบราณสถานเพนียด ซึ่งใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด และเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่มีศิลปะขอมแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 โบราณสถานเพนียดเดิมมี 2 แห่งสร้างคู่กันในแนวเหนือใต้ ปัจจุบันเหลือแห่งเดียว


ชุมชนเก่านี้เป็นชุมชนที่มีรูปแบบสังคมเกษตรกรรมได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยกับขอม มีคติความเชื่อทางศาสนาทั้งศาสนาพราหมณ์ พุทธ และการนับถือผีของชนพื้นเมือง เรียกว่า ชาวชอง
หลังสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1763) วัฒนธรรมขอมได้เสื่อมสลายลง  ก็มีการย้ายถิ่นฐานจากโบราณเสถานเพนียดมาตั้งอยู่บริเวณบ้านหัววัง ต.พุงทะลาย(ปัจจุบัน ต.จันทนิมิต) ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี และได้ขยายตัวกระจายไปตามลุ่มแม่น้ำจันทบุรี จนถึงปากอ่าว ในระยะนี้มีการกวาดต้อนคนในสมัยสงครามอยุธยา ทำให้มีหลายเชื้อชาติเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เช่น ลาว เขมร โดยมีคนไทยเป็นผู้ปกครอง ในชุมชนพุงทะลายนี้ได้ค้นพบหลักฐานที่เป็นชุมชนเก่าแก่มีศิลปกรรมร่วมสมัยอยุธยาตอนต้นและมีการค้นพบในเสมาหลายชิ้น


และต่อมาก็มีการย้ายตัวเมืองจันทบุรีจากพุงทะลายมายังบ้านลุ่ม เพราะมีชัยภูมิที่เหมาะสมกว่า บ้านพุงทะลายเป็นที่ราบ ค่อนข้างลุ่ม มีน้ำท่วมขังเมืองมีความคับแคบ ส่วนบ้านลุ่มเป็นที่ราบลาดสูงชัน เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยและป้องกันเมือง  การสร้างเมืองใหม่นี้ มีคูและเชิงเทินรอบเมือง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างยาวประมาณด้านละ 60  เมตร ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. 2199 – 2231) เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ในการส่งข่าวเหตุการณ์ในเขมรและญวน ให้ทางราชสำนักทราบ และเป็นเมืองหน้าด่าน ที่คอยป้องกันการรุกรานของเขมรและญวน ดังนั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงให้สร้างกำแพงเมือง ป้อมคูเมือง หอรบตามแบบตะวันตก  ปัจจุบันยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่บริเวณค่ายตากสิน

ต่อมาในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเกิดข้อพิพาทกับญวน เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ผู้ปกครองเมืองเวียงจันทร์เอาใจออกห่างจากไทยไปสวามิภักดิ์กับญวน ในการทำสงครามในครั้งนั้นใช้กองทัพเรือและกองทัพบก เมืองจันทบุรีเป็นเมืองชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกอยู่ใกล้กับญวน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกรงว่าญวนจะมายึดเอาเมืองจันทบุรีเป็นที่มั่น เพื่อทำการต่อสู้กับไทย ซึ่งเมืองจันทบุรีในสมัยนั้นตั้งอยู่ในที่ลุ่มไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นฐานทัพต่อสู้กับญวน ฉะนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง(ดิส บุนนาค) เป็นแม่กองมาสร้างป้อมค่ายและเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านเนินวง ต.บางกะจะ ซึ่งเมืองใหม่นี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเดิม ไปทิศตะวันตก 8 กม. เป็นชัยภูมิที่ดี ลักษณะของเมืองที่สร้างมีกำแพงสร้างด้วยศิลา ป้อมคู ประตู 4 ทิศ เป็นรูปสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 14 เส้น ยาว 15 เส้น มีปืนใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่ ตามช่องใบเสมา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2377  ภายในเมืองได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองดังปรากฏอยู่ในวัดโยธานิมิต ว่า ได้ฝังอาถรรพ์หลักเมืองที่บ้านเนินวง ณ วันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4  ปีมะแม จุลศักราช  1197 คลังเก็บอาวุธกระสุนปืนใหญ่และคลังดินปืน กับทั้งสร้างวัดชื่อ วัดโยธานิมิต   ขึ้นภายในเมืองใหม่นี้ด้วย และจมื่นราชามาตร์ ต่อมาเป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้ให้พระยาอภัยพิพิธ(ต่อมาเป็นเจ้าเมืองตราด) เป็นแม่กองสร้างป้อมที่ด่านปากแม่น้ำแหลมสิงห์ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  5  ได้พระราชทานนามภายหลังว่า ป้อมพิฆาตปัจจามิตร และบนยอดเขาแหลมสิงห์ ชื่อ ป้อมไพรีพินาศ

พอสร้างเมืองใหม่เสร็จ รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้สั่งย้ายเมืองจันทบุรีจากที่บ้านลุ่มไปอยู่ที่เมืองใหม่ และให้ประชาชนอพยพไปอยู่ที่เมืองใหม่ด้วย แต่เนื่องด้วยเมืองใหม่ ตั้งอยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ  30  เมตร และตั้งอยู่ห่างจากคลองน้ำใส ซึ่งเป็นคลองน้ำจืดประมาณ 1  กม. ประชาชนมีความไม่สะดวกในเรื่องน้ำใช้ ประชาชนส่วนมากจึงยังคงอยู่ที่เมืองเก่า พวกที่อพยพ พวกที่อพยพกันมีแต่พวกข้าราชการ ปัจจุบันยังมีบุตรหลานของข้าราชการสมัยนั้นตั้งเคหะสถานอยู่ที่บ้านทำเนียบ  ต่อมาญวนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสสงคราระหว่างไทยกับญวนก็สงบลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเลือกอยู่ได้ตามความสมัครใจ ยกเว้นจวนเจ้าเมืองยังคงอยู่บ้านเนินวงจนกระทั่ง รัชกาลที่ 5  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายตัวเมืองกลับไปอยู่ที่บ้านลุ่มตามเดิม





จากยุคประวัติศาสตร์เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน  การตั้งเมืองจันทบุรีมีการตั้งถิ่นฐาน ดังนี้
1.บริเวณบ้านเพนียด วัดทองทั่ว ตำบลคลองนารายณ์  อ.เมือง  (ขอมเรืองอำนาจ)
2.บริเวณบ้านพุงทะลาย ต.จันทนิมิต อ.เมือง (สมัยก่อนอยุธยา)
3.บริเวณบ้านลุ่ม ต.ท่าช้าง อ.เมือง (สมัยอยุธยาตอนต้น)
4.บริเวณบ้านลุ่ม ต.ท่าช้าง อ.เมือง (รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
5.บริเวณตัวเมืองจันทบุรีในปัจจุบัน (รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)  

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อุทยานแห่งชาติสิ่งมีค่าที่ควรปกป้อง


ในสภาวะปัจจุบัน โลกประสบวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติโดยทำลายอย่างมากทำให้โลกขาดความสมดุล ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์  เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม พายุถล่ม เกิดภัยธรณีพิบัติ เป็นต้น  พวกเราต้องหันมาให้ความสนใจและปกป้องธรรมชาติให้มากขึ้นกว่าเดิม และยิ่งกว่านั่นอุทยานแห่งชาติที่เรามีอยู่ในปัจจุบันโดนบุกรุกทำลายกันมากขึ้นด้วย











ในสมัยโบราณการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในโลกนี้เกิดมาจากความคิดอยู่  2 ประเด็น  คือ
ประเด็นแรก คือ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ โดยใช้สวนสาธารณะหรือพื้นที่ส่วนรวม เมื่อประมาณ 3.000  ปี ในประเทศอินเดียได้จัดตั้งป่าอิสิปตนมฤคทายวันหรือสวนกวางที่อยู่เมืองพาราณสี  เพื่อใช้เผยแผ่พระพุทธศาสนาและใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ  ต่อมาในปี พ.ศ. 252 พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงเห็นชอบให้สงวนพันธุ์สัตว์  ปลา และป่าไม้ และที่ประเทศจีนเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็มีสวนกวางไว้ขยายพันธุ์และเป็นที่พักผ่อนของประชาชน ยังมีในกลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย สมัยกรีก บาบิโลน สมัยโรมัน ก็สวนสาธารณะไว้พักผ่อน

ประเด็นที่สอง เป็นพื้นที่สงวนของผู้ปกครองนครไว้ใช้ในการล่าสัตว์ นันทนาการและใช้เพื่อแสดงฐานอำนาจของผู้ครองนครสมัยกลางยุโรป ทำให้เกิดแนวคิดของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นมา

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มทำอย่างจริงจังและเป็นระบบ เมื่อประมาณ 100 กว่าปีมานี้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นได้มีการสำรวจและบุกเบิกดินแดนทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเพื่อการตั้งถิ่นฐานและขยายพื้นที่เพาะปลูก และเพื่อความรู้ในดินแดนที่ยังไม่มีการบุกเบิก ในการสำรวจครั่งนี้ทำได้พบกับภูมิประเทศที่งดงามหลายแห่ง แต่ก็ได้ทำให้ป่าถูกบุกรุกและโดนทำลายจากการขยายถิ่นที่อยู่อาศัยและการขยายพื้นที่เพาะปลูก

จนปี พ.ศ. 2375 นักวาดภาพชื่อ George Catlin  ชาวอเมริกาได้เดินทางไป  fort Plerre ปัจจุบันคือมลรัฐ  South Dokota เพื่อวาดภาพเกี่ยวกับประเพณีต่างๆ แต่กลับพบว่าชาวอินเดียแดงได้หายไปจากที่ราบดังกล่าว เพราะถูกบุกรุก เขาได้เขียนบทความลงวารสารและเสนอแนะให้รัฐบาลให้อนุรักษ์ชาวอินเดียแดงและธรรมชาติ
การดำเนินการสงวนคุ้มครองพื้นที่เพื่อประโยชน์ด้านนันทนาการแก่ประชาชนได้กำเนิดขึ้น ณ บริเวณพื้นที่น้ำพุร้อน  ในมลรัฐ  Arkansas ประเทศสหรัฐฯ เก็บไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านสังคม(ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.  2464) จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ
อุทยานแห่งชาติในประเทศไทย  ตามบันทึกประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีของไทยราว พ.ศ.1782-1981 พระเจ้าแผ่นดินสมัยนั้นได้ปรับปรุงเขตพระราชฐานชั้นนอกให้เป็นอุทยานเรียกว่า ดงตาล เพื่อการพักผ่อนส่วนพระองค์และข้าราชบริพาร และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้เกิดอุทยานขึ้น แต่อุทยานดงตาลจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ได้เป็นแบบอนุรักษ์คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ
การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2486 โดยกรมป่าไม้ได้จัดตั้งป่าภูกระดึง อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ได้จัดตั้งเป็นวนอุทยานเป็นแห่งแรก โดยมีแนวคิดจะจัดตั้งเป็นอุทยานแต่ไม่มีงบประมาณ จนต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนครี ได้ประชุมปรึกษาและลงมติเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2502 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติขึ้น เพื่อจัดทำโครงการและดำเนินงานเกี่ยวกับการสงวนและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นประธาน คณะกรรมการโดยตำแหน่งมี อธิบดีกรมป่าไม้ กรมที่ดิน  ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสมาคมโรงแรม และกรรมการผู้ส่งเกียรติได้รับแต่งตั้งมี นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล  นายเล็ก จุณณานนท์  พลตรีเสถียร พจนานนท์ พันเอกหลวงวิจิตร วาทการ พันเอกทวนชัย สาริกขกานนท์ และนาวาโทประสาท พรหมประวัติ รน.
คณะกรรมการฯ ได้เลือกให้หัวหน้ากองบำรุงกรมป่าไม้ เป็นเลขาของคณะกรรมการโดยตำแหน่ง  ผลของการประชุมของคณะกรรมการได้ได้กำหนดให้คัดเลือกพื้นที่ป่าเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติรวม 14 แห่ง มีดังนี้

ป่าทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลกและ จ.เพชรบูรณ์











ป่าภูกระดึง จ.เลย

                                                                                                                               







ป่าเขาใหญ่ จ.นครนายก จ.นครราชสีมา จ.สระบุรีและจ.ปราจีนบุรี






















ป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่





ป่าน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์


ป่าดอยขุนตาล จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง


ป่าลานสาง จ.ตาก


ป่าเขาสระบาป  ป่าเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี


ป่าเขาภูพาน จ.สกลนคร


ป่าเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์


ป่าเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี

โดยมี DR. George Ruhle  เจ้าหน้าที่คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติมลรัฐ Hawail  ให้คำแนะนำและวางแนวทางดำเนินการทั้งเรื่องอุทยานแห่งชาติและการคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อกำหนดพื้นที่แล้ว กระทรวงเกษตรเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอจัดสรรที่ดินในป่าทั้ง  14 แห่ง  กำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยอุทยานแห่งชาติสำหรับใช้ในพื้นที่ มีเพียงพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า โดยมีป่าภูกระดึงได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นป่าสงวนไว้แล้ว ส่วนอีก 13  แห่ง กระทรวงเกษตรได้ใช้อำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า แต่ป่าดอยอินทนนท์,ป่าทุ่งแสลงหลวง,ป่าเขาใหญ่และป่าเทือกเขาสลอบ ถูกบุกรุกแผ้วถางป่าเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรจึงขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้อำนาจตามมาตรา  9(2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินออกประกาศหวงห้ามพื้นที่ป่าทั้ง 4 แห่ง เพื่อป้องกันการบุกรุกไว้ก่อน
ในปี พ.ศ.  2502 กระทรวงเกษตรได้สั่งการให้จังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการประกาศอุทยานแห่งชาติทั้ง  13 แห่ง (ยกเว้นภูกระดึง) แต่งตั้งกรรมการทำการสำรวจสอบสวนพิจารณาเขตป่าเพื่อกำหนดเป็นป่าสงวน พร้อมทั้งสั่งให้จังหวัดและดำเนินการตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล 2 ประการคือ
ประการแรก ให้รัฐระงับการออกใบอนุญาตให้ทำไม้ หรือเก็บหาของป่าทุกชนิดในเขตป่าที่๗กำหนดให้เป็นป่าสงวนเสียทั้งสิ้น ในกรณีที่ได้ออกใบอนุญาตไปก่อนแล้ว เมื่อใบอนุญาตได้สิ้นอายุแล้ว ห้ามมีการให้ต่อใบอนุญาตไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
ประการที่สอง ให้สั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจคราและรักษาตลอดจนป้องกันปราบปรามผู้ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้แห่งนี้โดยใกล้ชิด หากว่ามีผู้ฝ่าฝืนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ฝ่าฝืนโดยเฉียบขาดและให้นำคดีขึ้นสู่ศาลทุกราย
เมื่อวันที่  22 กันยายน พ.ศ. 2504 ได้มีประกาศพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ วันที่ 4 ตุลาคม  พ.ศ.  2504 หลังจากนั้นได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พื้นที่ต่างๆ เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505




สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติของโลก(The World Conservation Union)-IUCN ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า อุทยานแห่งชาติ ไว้ดังนี้ พื้นที่ที่ธรรมชาติทางบกและหรือทางทะเล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองรักษาระบบนิเวศน์/ที่ปรากฏในพื้นที่เพื่อประชาชนรุ่นปัจจุบันและอนาคต เพื่อไม่มีการใช้ประโยชน์หรือเข้าครอบครองที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และเพื่อเปิดโอกาสให้มีการประโยชน์ด้านวิจัย ศึกษาหาความรู้และนันทนาการที่กับสภาพวัฒนธรรมท้องถิ่น


พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ระบุว่า อุทยานแห่งชาติหมายถึง ที่ดินซึ่งรวมความทั้งพื้นที่ดินทั่วไป ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเล ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ...ลักษณะที่ดินดังกล่าว เป็นที่ที่มีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจและมีได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลใตซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง ทั้งนี้การกำหนดดังกล่าวก็เพื่อให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติ เพื่อสงวนไว้ให้เป็นแหล่งการศึกษาและความรื่นรมย์ของประชาชนสืบไป
สรุปการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ
1.เพื่อคุ้มครองพื้นที่ธรรมชาติมีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น และหาได้ยากในพื้นที่นั้น ซึ่งได้แก่ พืช สัตว์  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทิวทัศน์ที่สวยงาม สิ่งที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม มิให้เสื่อมสภาพลงไป  ฉะนั้น
จะต้องได้รับความคุ้มครอง จากกฎหมายโดยเฉพาะ และมีเจ้าหน้าที่บริหารงานอย่างเพียงพอ
2.เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับการศึกษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของนักเรียน  นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เนื่องจากอุทยานแห่งชาตินั่น เปรียบเสมือนห้องเรียนกลางแจ้ง ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้า วิจัยได้โดยไม่สิ้นสุด  ฉะนั้น อุทยานแห่งชาติจะต้องมีบริการในด้านการศึกษา เช่น การบรรยาย ฉายภาพยนตร์ เอกสารเผยแพร่  ห้องสมุด เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาหรือสถาบันต่างๆ เพื่อศึกษาค้นคว้าวิชาการต่างๆ
3.เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน  โดยที่อุทยานแห่งชาติทั่วไปมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ซึ่งอาจจะเป็นทิวเขา ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า  ถ้ำ หุบเหว  หน้าผา  เป็นต้น การพักผ่อนในอุทยานแห่งชาติกระทำได้โดยวิธีการต่างๆ เช่น การตั้งแคมป์พักแรม ดูสัตว์  ถ่ายรูป เดินป่า ชมทิวทัศน์ เป็นต้น ฉะนั้นอุทยานแห่งชาติจะต้องจัดการให้มีกิจกรรมทางนันทนาการ จัดให้มีความสะดวกในการคมนาคม สถานที่พักแรม ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 

สรุปอุทยานแห่งชาติมีค่าที่ประเมินมิได้ หาซื้อที่ใดก็ไม่มีถ้าเราไม่รักษ์ธรรมชาติ หรือ  สิ่งแวดล้อมลอบตัวเรา  ฉะนั้นเราทุกคนต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งที่มีค่านี้ไว้เพื่อตัวเรา ลูกหลานเราเอง