วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ไปเที่ยวที่โบราณสถานเพนียดหรือคูเพนียดที่จันทบุรีกันดีกว่า



ภาพถ่ายจากมุมสูงของคูเพนียด


แท่นที่วางศิวลึงก์


ที่บดยาที่ขุดพบ


เพิ่มคำอธิบายภาพ




ศิลาแลงที่พบที่โบราณสถานเพนียด



ภาพเขียนจำลองเมืองโบราณเพนียด
กลุ่มโบราณสถานเพนียดหรือคูเพนียดคาดว่าน่าจะก่อสร้างประมาณก่อนพุทธศตวรรษที่ 12 ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโบราณเพนียด ซึ่งเมืองโบราณเพนียดนี้มีพื้นที่ ประมาณ 1,600 ไร่ โบราณสถานเพนียดหรือคูเพนียด มีขนาดยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวตามแนวทิศตะวันออกตะวันตก มีอยู่ 2 แห่ง สร้างคู่ขนานกันตั้งอยู่ห่างกันราว 50 เมตร มีทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งทางเชื่อมนี้ทำจากหินบดหยาบ คูเพนียดทางทิศเหนือจะมีหลักฐานหลงเหลือให้เห็นมากกว่าคูเพนียดทางทิศใต้ และคูเพนียดทางทิศเหนือด้านที่หลงเหลืออยู่มากที่สุดคือด้านทิศใต้ ซึ่งมีแนวศิลาแลง ก่อสูงจากพื้นดินราว 3 เมตร ส่วนด้านอื่นๆ สูงราว 1.50 เมตร
ภาพจำลองคูเพนียดแฝดและตัวปราสาท
แผนผังบริเวณโบราณสถานเพนียด



ด้านทิศใต็ของคูเพนียดทางทิศเหนือสูง 3 เมตร
ทางเชื่อมระหว่างคูเพนียดที่หลงเหลือ


ทางขึ้นคูเพนียด้านทิศใต้
ศิลาแลงของทางเชื่อมระหว่างคูเพนียดทั้งสองแห่ง
ภายในคูเพนียดทางด้านทิศใต้
แนวป่าคือโบราณสถานเพนียดร้าง


บริเวณฐานศิลาแลงด้านในคูเพนียดมีการถมอัดดินลูกรังเป็นแนวโดยรอบเข้าไปด้านในห่างจากฐานศิลาแลงราว 2 เมตร ซึ่งที่กลางคูเพนียดลึกลงไปนั้นเป็นชั้นดินทรายละเอียดเป็นชั้นที่อยู่ในระดับน้ำใต้ดินใช้เป็นที่เก็บกักน้ำ โดยใช้แนวศิลาแลงกั้นเป็นขอบเขต
ตรงกลางคูเพนียดที่คาดว่าเป็นที่เก็บนำ้มีแนวศิลากั้น




ภาพจำลองภายในคูเพนียด


บันไดทางลงเข้าบริเวณด้านในของคูเพนียดมีทางลง 2 ทาง คือ ด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก
บริเวณแนวฐานศิลาแลงด้านทิศใต้มีความกว้างและสูงกว่าด้านอื่นๆ ถึง 2 เท่า บริเวณขอบสระทางด้านทิศใต้นี้มีอาคารหลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วยยาวตลอดแนว โครงสร้างของอาคารทั้งเสาและโครงหลังคาคงทำจากไม้


ทางลงในคูเพนียดทางทิศตะวันตก
ภาพเขียนจำลองบันไดลงคูและอาคารที่มุงหลังคา

บริเวณด้านนอกแนวศิลาแลงด้านทิศเหนือมีบันไดตั้งอยู่กึ่งกลางของแนวคูเพนียด และบันไดนี้ตั้งอยู่แนวเดียวกับบันไดโบราณสถานเพนียดทางทิศใต้


ทางขึ้นเพนียดอยู่ทางทิศเหนือ

แนวฐานคูเพนียดด้านทิศเหนือของคูเพนียดทิศเหนือ

ทางทิศตะวันตกของคูเพนียดมีซากอาคารโบราณสถานลักษณะคล้ายระเบียงคตรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ล้อมรอบอาคารเหมือนกับแนวกำแพงที่ล้อมรอบปราสาทหินในภาคอีสาน เช่นที่ปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทหินพิมาย แต่แนวระเบียงคตได้ถูกรื้อทำลายลงไปมากแล้วหลงเหลือหลักฐานเพียงเล็กน้อย ส่วนตัวปราสาทไม่มีร่องรอยเหลือให้เห็นอีกแล้ว


โบราณสถานเพนียดที่นี่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยใช้น้ำภายในคูเพนียดเป็นที่ชำระร่างกายก่อนเข้าไปทำพิธีกรรมยังศาสนสถาน และระเบียงคตด้านทิศตะวันตกที่มีอาคารหลังคามุงกระเบื้องนั้นใช้เป็นสถานที่เตรียมตัวและผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำหรับสามัญชนหรือเป็นศาลาเปลื้องเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เพราะในศาสนาพราหมณ์การจะเข้าไปประกอบพิธีกรรมในสถานที่ของเทพเจ้าจะต้องชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์


 ขอขอบคุณพี่ช่อที่ให้ข้อมูลและพาเที่ยวคูเพนียด

เมืองเพนียดเปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์

เวลา 09.00  - 15.00 น.

โทร.สอบถามได้ที่  089 249 0058

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตำนานเมืองจันทบุรี



ตำนานเรื่องเมืองจันทบูรโบราณที่เรียกว่า เมืองกาไว มีบันทึกไว้ในสมุดข่อยโบราณตัวหนังสือเป็นตัวหนังสือขอม สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสด็จมาทรงสำรวจที่ตั้งเมืองจันทบุรีโบราณแห่งนี้ ได้นำเอาหนังสือดังกล่าวไปพร้อมกับศิลาลวดลายโบราณและแผ่นศิลาจารึกไปด้วยหลายชิ้น สมุดข่อยที่เขียนเรื่องนี้ยังเหลืออยู่ตามบ้านบ้าง แต่เก่ามากแล้ว เขียนเป็นสำเนียงคำพูดโบราณและเติมอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพิ่มเข้าไปอีกหลายตอน ตลอดจนบอกตำราทำเสน่ห์ยาแฝด บอกวิธีปลุกเสกทำหงส์ร่อนมังกรรำไว้ด้วย ตำนานดังกล่าวเขียนไว้ดังนี้

ในกาลครั้งหนึ่ง มีกษัตริย์ผู้ครองนครชื่อนครจันทบูร ตั้งอยูที่เชิงเขาสระบาปด้านทิศตะวันตก ทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต มีเอกอัครมเหสี พระนามว่า พระนางเจ้าจงพิพัฒน์ และมีพระราชโอรสสองพระองค์ พระเชษฐาทรงพระนามว่า เจ้าบริพงษ์ พระอนุชาทรงพระนามว่า เจ้าวงษ์สุริยมาศ ต่อมาพระเอกอัครมเหสีได้สิ้นพระชนม์ลง ภายหลังจากนั้นพระเจ้าพรหมทัตได้ทรงอภิเษกพระมเหสีใหม่ นามว่า พระนางกาไว ทรงพระโฉมศิริพิลาศ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าพรหมทัต  และมีพระโอรสด้วยกันหนึ่งพระองค์ พระนามว่า พระไวยทัต  พระนางกาไวเป็นผู้มีจิตริษยาในพระราชโอรสที่ประสูติจากพระนางเจ้าจงพิพัฒน์  พระนางกาไวเป็นผู้มักใหญ่ไฝ่สูงหวังจะให้พระไวยทัตได้ครองนครและพระนางจะได้มีอำนาจต่อไป ทรงคิดว่าเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสด็จสวรรคตแล้วจะวางแผนกำจัดเจ้าชายบริพงษ์และเจ้าชายวงษ์สุริยมาศ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลย่อมมีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์สมบัติมากกว่าและไม่ผู้ใดกีดขวางแผนการของตน  ความคิดนี้พระนางได้คิดมาตั้งแต่แรกที่ได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าพรหมทัต ครั้นพระนางมีราชโอรสก็ทรงดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้พระเจ้าพรหมทัตที่ทรงโปรดปรานพระนางอยู่แล้วได้ลอบการทำเสน่ห์ยาแฝดให้พระสวามีทรงเสวยเพื่อให้หลงรักพระนางเพียงองค์เดียว  และเมื่อมีโอกาสคราใดก็พยายามเพ็จทูลให้พระเจ้าพรหมทัตกำจัดเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศเสีย  โดยหาเรื่องต่างๆ ว่าเจ้าชายทั้งสองพระองค์ไม่ดีต่อพระนางอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าพระเจ้าพรหมทัตจะทรงเสน่หาในพระนางกาเพียงไร ก็ยังทรงมีสติอยู่ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงต่อพระราชโอรสทั้งสอง และพระองค์เองก็เกรงว่าพระราชโอรสทั้งสองจะถูกลอบปลงพระชนม์ พระองค์จึงชี้แจงแสดงเหตุผลต่อโอรสทั้งสองให้หลบหนีออกไปจากเมือง ทั้งๆ ที่ทรงอาลัยต่อพระราชโอรส พร้อมทั้งพระราชทานทรัพย์สินเงินทองและพลอยสีต่างๆ  ให้อีกองค์ละ 1 ทนาน เพื่อให้ใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง ฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศ แม้ทรงทราบเบื้องหลังอยู่บ้าง แต่ด้วยความเกรงพระทัยในพระราชบิดา ทั้งสองพระองค์ก็ได้เสด็จออกจากเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างที่เสด็จไปตามทางนั้นทรงได้รับความลำบากตรากตรำมาก จนแทบเอาพระชนม์ชีพไม่รอด เสด็จดำเนินไปจนเข้าเขตเมืองพระนคร ทรงเข้าไปประทับอยู่ในสวนของเจ้าเมืองพระนคร หลังจากนั้นก็ได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาของเจ้าเมืองพระนคร
เมื่อพระนางกาไวดำเนินแผนการลุล่วงไปขั้นหนึ่งแล้ว ก็พยายามรวบรวมอำนาจต่างๆ ไว้ในมือพระนางและเกรงว่าจะชักช้า  จึงจัดการวางยาพิษ มหาไว ปลงพระชนม์พระเจ้าพรหมทัต ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคตแล้ว พระนางกาไวก็แต่งตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแทนและได้สถาปนาพระไวยทัตขึ้นเป็นกษัตริย์  แต่พระราชโอรสยังทรงพระเยาว์อยู่ อำนาจทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือพระนาง เมื่อมีอำนาจแล้วพระนางก็ทรงทำนุบำรุงไพร่พลให้เข้มแข็งเตรียมไว้รับศึกจากเจ้าชายบริพงษ์และเจ้าชายวงศ์สุริยมาศ

ฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงศ์สุริยมาศที่ทรงอยู่ที่เมืองพระนคร ทรงทราบเรื่องบิดาสวรรคตโดยพระนางกาไวเป็นผู้วางยาพิษและได้ขึ้นครองเมืองก็ไม่พอพระทัย รีบกรีฑาทัพมาเพื่อชิงเมืองคืน เพราะถือว่าพระองค์มีสิทธิ์ในราชสมบัติ กองทัพที่ยกมาคงมีกำลังน้อย ทั้งการขาดการเตรียมพร้อม เมื่อยกทัพมาอย่างรีบด่วนไพร่พลเหน็ดเหนื่อยอิดโรย และเมื่อยกมาถึงแล้วก็ส่งกองพัพเข้าตีเมืองทันที ทางฝ่ายในเมืองเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จึงมีชัยชนะกองทัพเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศทุกครั้ง ผลที่สุดทั้งกองทัพช้าง กองทัพม้า และกองทัพคนของราชโอรสก็ต้องแตกถอย หนีกลับเมืองพระนครอย่างระส่ำระสาย

เมื่อแพ้ทัพกลับไปถึงเมืองพระนครแล้ว ก็ทะนุบำรุงให้เข้มแข็งและได้ขอกำลังไปยังกษัตริย์ขอม ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองนครธมอันเป็นเมืองหลวงมาช่วยแก้แค้นโดยให้สัญญาว่าถ้าได้เมืองคืนแล้ว จะแบ่งเมืองให้ ซึ่งกษัตริย์ขอมก็ได้ส่งกำลังมาช่วย กองทัพยกมาใหม่ครั้งนี้เดินทัพมาด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาทเหมือนคราวที่แล้ว และกองทัพที่ยกมาเป็นกองทัพใหญ่ มีทหารไพร่พล ช้างม้า เป็นจำนวนมาก ยกทัพผ่านเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น บ้านกัมเรียง(พุมเวียง) บ้านบึงชะนัง  บ้านแปลง บ้านใหม่ เป็นต้น เมื่อยกกองทัพมาถึงบ้านทัพปัดตีแล้วข้ามริมคลองโป่งน้ำร้อนฝั่งบ้านกัมพุชให้หยุดกองทัพก่อน

ฝ่ายพระชายาของเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศ ซึ่งทรงมีครรภ์อยู่ได้ยกทัพหนุนตามหลังมาช่วยพระสวามี เมื่อมาทันกันที่ โป่งน้ำร้อน พระชายาทั้งสองพระองค์ได้ประสูติพระโอรสพร้อมกันทั้งสองพระองค์ จึงต้องหยุดพักกองทัพอยู่หลายวัน เมื่อพระชายาและพระโอรสทั้งสองพระองค์แข็งแรงดีแล้ว จึงยกกองทัพต่อไปบ้านหนองตาคง  บ้านคลองขวาง แล้วมาหยุดพักที่บ้านทับไทร ออกจากบ้านทับไทรมาหยุดกองทัพที่บ้านทัพนคร(อ.มะขาม) ออกจากบ้านทัพนครก็ผ่านบ้านต่างๆ ของ อำเภอมะขาม ผ่านบ้านทุ่งด่าน บ้านทุ่งหลวง บ้านแสนตอ บ้านน้ำรักและบ้านทรงสนาน(เหล่าพระวงศ์ที่ร่วมยกกองทัพมา พากันลงอาบน้ำที่แม่น้ำจันทบุรี)  ให้พนักงานตั้งด่านเก็บส่วยที่บ้านเกาะส่วย (ตำบลท่าหลวงเก่า) แล้วยกทัพมาบ้านพลับพลาให้ตั้งมั่นอยู่บริเวณหนองทัพมั่น(อยู่ทางทิศเหนือของโรงเรียนวัดพลับพลาประมาณ 1 กิโลเมตร) ให้ไพร่พลขุดสระเพื่อใช้น้ำในกองทัพทั่วทั้งตำบลพลับพลาที่กองแยกย้ายไปตั้งอยู่ และได้ตั้งพลับพลาขึ้นที่บริเวณหนองพลับพลา(อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดพลับพลา

ครั้นแล้วเจ้าชายทั้งสองพระองค์ก็จัดกองทัพเข้าตีเมืองกาไว เป็นรูปปีกกาเรียงลำดับทหารไพร่พล ทัพช้าง ทัพม้า ตามแผนยุทธศาสตร์สมัยนั้น พี่ชาย(เจ้าบริพงษ์) ได้ยกกองทัพเข้าตีทางปีกซ้ายด้านทิศตะวันออกโอบเข้าไปสกัดและโจมตีทางทิศใต้ของเมือง แล้วตั้งมั่นอยู่บริเวณนั้นพร้อมทั้งสั่งไพร่พลให้ขุดสระน้ำเพื่อใช้สอยในกองทัพ สระแห่งนี้ได้ชื่อว่า หนองพี่ชาย(ปัจจุบันนี้เรียกว่าหนองขี้ควาย) เพราะฝูงควายผ่านและอาศัยน้ำในหนองน้ำ หนองน้ำนี้อยู่ทางทิศใต้ของเมืองเพนียดหรือเมืองกาไว ส่วนน้องชาย(เจ้าวงษ์สุริยมาศ)ยกกองทัพเข้าตีทางด้านปีกขวา เดินทัพทางทิศเหนือแล้วตีโอบล้อมไปทางทิศตะวันตกของเมือง ปลายปีกทัพและทัพหนุนมาจรดกันริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรี  เพื่อตีล้อมหนุนเข้าไปที่บ้านลาว (ปัจจุบันนี้มีชื่อเรียกว่า บ้านลาว อยู่ในหมู่ที่ 13 ของตำบลพลับพลา)   กองทัพขอมได้ตั้งมั่นที่บ้านขอม (อยู่ถัดไปจากบ้านขอมลงไป อยู่หมู่ที่ 1 ของตำบลจันทนิมิต ริมแม่น้ำจันทบุรี)

ข้างฝ่ายในเมืองคงจะประมาท เพราะเคยชนะมาคราวหนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศ จะส่งทูตมาเจรจาขอตกลงโดยดีก็หาได้ตกลงด้วยไม่ ราชโอรสทั้งสองจึงยกกองทัพเข้าโจมตี ฝ่ายพระนางกาไวได้เตรียมกองทัพไว้สู้รบและป้องกันเมืองไว้ทุกด้าน  ทหารเริ่มรบปะทะกันที่ห้วงทำการ (ปัจจุบันนี้เรียกว่า ห้วงธรรมการ อยู่ระหว่างตำบลพลับพลาและตำบลคลองนารายณ์ทางทิศเหนือของเมือง) แล้วกองทัพทั้งสองฝ่ายก็ทำการสู้รบกันทุกด้าน ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของเมืองรบกันรุนแรงที่สุด ทางด้านทิศตะวันตกช้างทรงของเจ้าวงษ์สุริยมาศพบกับช้างทรงของเจ้าไวยทัต  ทั้งสองขับช้างเข้าชนกันด้วยความสามารถ ช้างของเจ้าไวยทัตเสียท่า เจ้าวงษ์สุริยมาศได้ทีก็ฟันด้วยของ้าว (หอกด้ามยาว)  ถูกเจ้าไวยทัตสิ้นพระชนม์บนหลังช้าง ช้างวิ่งหนีกลับเข้าไปในเมือง  ทหารไพร่พลก็รบกันอย่างตะลุมบอน  ทหารของเจ้าไวยทัตก็แตกพ่ายถอยหนีเข้าไปในเมือง บริเวณที่ช้างของเจ้าวงษ์สุริยมาศกับช้างของเจ้าไวยทัตชนกันจนทัพแตก เรียกว่า เกาะทัพแตก (ปัจจุบันนี้เรียกว่า  เกาะตะแบก อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดทองทั่ว) 

เมื่อพระนางกาไวทราบว่าเจ้าไวยทัตสิ้นพระชนม์ในสนามรบ ทหารก็แตกหนีถอยร่นเข้าเมือง จึงคิดจะตัดกำลังข้าศึกไม่ให้ทหารฝ่ายตรงข้ามตีเข้าไปในเมืองและคิดจะหนีออกจากเมือง พระนางกาไวจึงสั่งการให้ทหารเอาทรัพย์สิน  แก้ว แหวน เงิน ทอง หว่านให้ทหารของเจ้าวงษ์สุริยมาศตามแนวรบซึ่งล้อมไปด้วยกอไผ่ และให้ทหารประกาศว่าในเมืองไม่มีอะไรเหลือแล้ว เพราะได้นำมาออกมาหว่านจนหมดแล้ว ทหารของเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศก็ต่างพากันเก็บแก้ว แหวน เงิน ทอง จนลืมการสู้รบ  (ปัจจุบันบริเวณที่หว่านแก้ว แหวน เงิน ทอง เรียกว่า วัดทองทั่ว มีทุ่งล้อมรอบ)  ฝ่ายพระนางกาไวได้รวบรวมทรัพย์สินที่มีค่าเตรียมหนีออกไปทางทิศใต้ของเมือง แต่ได้พบกับกองทัพของเจ้าบริพงษ์ขับทหารล้อมเข้ามา พระนางกาไวหนีออกไปไม่ได้จึงกลับเข้าไปในเมืองและเอาทรัพย์สินมีค่าทิ้งลงในเว็จ (เว็จ แปลว่ว ส้วม แต่ก่อนมีคนพยายามขุดหาทองคำจะได้หรือไม่ ไม่มีใครทราบ แต่เล่ากันว่าพอขุดลงไปในดินใกล้ถึงทองก็มีเสียงดังลั่นบันดาลให้ทองคำหนึหายลึกลงไป) พระนางกาไวได้นำเอาทองรูปพรรณต่างๆ  ทิ้งลงไปให้มากที่สุด แล้วในที่สุดพระนางกาไวก็หนีเข้าห้องบรรทมแล้วดื่มยาพิษที่ชื่อว่า "มหาไว"  สิ้นพระชนม์อยู่ในห้องบรรทม

เจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศ เมื่อได้รับชัยชนะยืดเมืองกาไวได้แล้ว  ก็พักกองทัพอยู่ในเมือง จัดการเกี่ยวกับราชทรัพย์ที่รวบรวมได้เสร็จแล้วก็บูรณะเมือง ปลอบขวัญไพร่พล เมื่อจัดการฝ่ายในเมืองเรียบร้อยแล้ว ทรงยาตราทัพไปที่สระตักบาตร(ปัจจุบันเรียก สระกะบาก) เพื่อทำบุญตักบาตรเพื่อฉลองชัยชนะ  (สระนี้ขุดในสมัยเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศยกทัพมารบ เพื่อใช้น้ำ ปัจจุบันนี้อยู่บริเวณบ้านดาวเรือง ตำบลพลับพลา หมู่ที่ 10)  ส่วนประชาชน ไพร่พลใครจะสมัครใจอยู่ที่เดิมก็ทรงอนุญาตให้อยู่กันต่อไป แต่ถ้าใตรอยากไปกับพระองค์ก็ให้ไปด้วยได้  เมื่อฉลองชัยชนะที่สระตักบาตรเสร็จแล้วทรงมาสร้างวัดพลับพลาเพื่ออุทิศให้กับไพร่พลที่เสียชีวิตในสนามรบ  เมื่อวัดพลับพลาเสร็จเรียบแล้วทรงให้ชื่อว่า วัดพลับพลาชัยคีรี ที่หน้าอุโบสถให้วาดรูปเจ้าวงษ์สุริยมาศทรงช้างรบชนะเจ้าไวยทัตไว้เป็นที่ระลึก หลังจากนั้นก็เสด็จยาตราทัพไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บริเวณเขาสามสิบ แล้วให้ชื่อว่า เมืองสามสิบ ปัจจุบันนี้เป็นเมืองร้างอยู่ในอำเภอโป่งน้ำร้อน

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยเมืองโบราณของจันทบุรี


เมืองจันทบุรีใช่จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตก ทะเล  ศูนย์การค้าอัญมณี ชมหิ่งห้อย ดำน้ำ อื่นๆ อีกมากมาย แต่เมืองจันท์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวคือเมืองโบราณด้วย



เมืองจันทบุรีเป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี ยังมีร่องรอยโบราณของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุไม่น้อยกว่า  6.000 – 4.000  ปี หลักฐานที่ปรากฏทั้งด้านมานุษยวิทยา ศิลปะ และประวัติศาสตร์  แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐาน การเติบโตอย่างกว้างขวางในท้องถิ่น การติดต่อค้าขายกับต่างถิ่น การรับและถ่ายทอด การผสมผสานของวัฒนธรรม ซึ่งมีพัฒนาการยาวนานติดต่อมาจนถึงปัจจุบัน
การศึกษาทางด้านโบราณคดีของจันทบุรี แยกออกได้เป็น  2  ยุด คือ

1.โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ คือ ช่วงเวลาก่อนที่จะมีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษร ค้นพบโดยการสำรวจและขุดพบแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ จ.จันทบุรี ซึ่งค้นพบเครี่องมือเครื่องใช้ของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุประมาณ 10,000-6.000 ปี มาแล้ว ต่อเนื่องถึงหินใหม่ตอนปลายมีอายุประมาณ  4.000 – 2.000  ปี มาแล้ว รวมถึงยุคโลหะที่คนรู้จักการทำสำริดและเหล็ก  คือประมาณ 1.500 ปี มาแล้ว เข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 12 ได้พบจารึกเพนียด (หลักที่ 52) ถือว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์จันทบุรีได้สิ้นสุดลง และเริ่มเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์




2.โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ เป็นช่วงเวลาที่มีประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว หลักฐานต่างๆ เหล่านั้นตามหลักฐานประวัติศาสตร์ ได้แก่ จารึก ตำนาน พงศวดาร ปูมโหร ปูมแพทย์  บันทึกการเดินทาง จดหมายเหตุ  ซึ่งได้พบหลักฐานขุมชนสมัยประวัติศาสตร์ในจันทบุรีเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ ซึ่งจะน่ามีอายุถึงปลายสมัยฟูนัน  ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม  ศิลปะ ศาสนาจากขอมโบราณ ซึ่งปรากฏหลักฐานในหนังสือฝรั่งเศส    ชื่อ   แคมโบช เขียนโดยมองสิเออร์ เอเตียนน์ เอโมนิเออร์ ปี พ.ศ. 2444 ว่ามีบาทหลวงองค์หนึ่งพบศิลาจารึกภาษาสันสฤต ที่ ต.เขาสระบาป ในศิลาจารึกมีข้อความว่า เมื่อพันปีล่วงมาแล้วมีเมืองๆ หนึ่งชื่อว่า ควานบุรี เป็นเมืองที่มีอาณาเขตกว้างขวางตั้งอยู่บริเวณบ้านเพนียด บ้านสระบาป ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ 1 กม. ยาวประมาณ 2 กม. คนที่สร้างเมืองควานบุรีชื่อหาง หรือ แหง คนพื้นเมืองพวกชอง



บริเวณที่พบแหล่งโบราณสถานมี 4 แห่ง คือ
1.เนินโบราณสถานที่วัดเพนียด (ร้าง)
2.โบราณสถานเพนียด
3.เนินโบราณสถานใกล้วัดทองทั่ว
4.เนินโบราณสถานวัดสมภาร(ร้าง)

ในเนินโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดพบหลักฐานที่พบ คือ จารึก ทับหลัง เสาประดับ กรอบประตู เคยเป็นที่ตั้งวัดเพนียด ปัจจุบันเหลือเพียงเนินขนาดใหญ่ฐานล่างก่อด้วยอิฐ ลึกจากพื้นดินลงไปประมาณ  4 เมตร เนินดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และยังพบร่องรอยของแนวศิลาแลงยาวประมาณ 15 เมตร  พบหลักฐานของสถาปัตยกรรม ได้แก่
-ทับหลังแบบถาลาบริวัตร และทับหลังแบบสมโบร์ไพรกุก ราวพุทธศตวรรษที่ 12
-ทับหลังแบบไพรรุกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ 13
-เสาประดับกรอบประตูในศิลปะขอม สมัยก่อนเมืองพระนคร จารึก 2 หลัก กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15
-ภาชนะดินเผาเป็นกระปุกทรงลูกจันรูปแบบอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16
-ไหเท้าช้าง เป็นที่นิยมในพุทธศตวรรษที่ 17-18 เป็นต้นมา
-พบประติมากรรมขนาดเล็กในอิทธิพลของศิลปะขอมแบบนครวัด ราว พ.ศ. 1650-1725 ประติมากรรมที่พบมีทั้งจากศิลาและทำด้วยสำริด
-เนินโบราณสถานบริเวณใกล้วัดทองทั่ว ในพื้นที่นี้ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ในบริเวณนี้ยังพบเศียรประติมากรรมรูปเคารพขนาดเล็กสลักจากศิลาทรายสีแดง เป็นศิลปะร่วมในศิลปะขอมแบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18
หลักฐานที่หลงเหลือชัดเจน คือ โบราณสถานเพนียด ซึ่งใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุในการก่อสร้างทั้งหมด และเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่มีศิลปะขอมแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 โบราณสถานเพนียดเดิมมี 2 แห่งสร้างคู่กันในแนวเหนือใต้ ปัจจุบันเหลือแห่งเดียว


ชุมชนเก่านี้เป็นชุมชนที่มีรูปแบบสังคมเกษตรกรรมได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยกับขอม มีคติความเชื่อทางศาสนาทั้งศาสนาพราหมณ์ พุทธ และการนับถือผีของชนพื้นเมือง เรียกว่า ชาวชอง
หลังสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1763) วัฒนธรรมขอมได้เสื่อมสลายลง  ก็มีการย้ายถิ่นฐานจากโบราณเสถานเพนียดมาตั้งอยู่บริเวณบ้านหัววัง ต.พุงทะลาย(ปัจจุบัน ต.จันทนิมิต) ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี และได้ขยายตัวกระจายไปตามลุ่มแม่น้ำจันทบุรี จนถึงปากอ่าว ในระยะนี้มีการกวาดต้อนคนในสมัยสงครามอยุธยา ทำให้มีหลายเชื้อชาติเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เช่น ลาว เขมร โดยมีคนไทยเป็นผู้ปกครอง ในชุมชนพุงทะลายนี้ได้ค้นพบหลักฐานที่เป็นชุมชนเก่าแก่มีศิลปกรรมร่วมสมัยอยุธยาตอนต้นและมีการค้นพบในเสมาหลายชิ้น


และต่อมาก็มีการย้ายตัวเมืองจันทบุรีจากพุงทะลายมายังบ้านลุ่ม เพราะมีชัยภูมิที่เหมาะสมกว่า บ้านพุงทะลายเป็นที่ราบ ค่อนข้างลุ่ม มีน้ำท่วมขังเมืองมีความคับแคบ ส่วนบ้านลุ่มเป็นที่ราบลาดสูงชัน เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยและป้องกันเมือง  การสร้างเมืองใหม่นี้ มีคูและเชิงเทินรอบเมือง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างยาวประมาณด้านละ 60  เมตร ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ. 2199 – 2231) เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ในการส่งข่าวเหตุการณ์ในเขมรและญวน ให้ทางราชสำนักทราบ และเป็นเมืองหน้าด่าน ที่คอยป้องกันการรุกรานของเขมรและญวน ดังนั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงให้สร้างกำแพงเมือง ป้อมคูเมือง หอรบตามแบบตะวันตก  ปัจจุบันยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่บริเวณค่ายตากสิน

ต่อมาในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเกิดข้อพิพาทกับญวน เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ผู้ปกครองเมืองเวียงจันทร์เอาใจออกห่างจากไทยไปสวามิภักดิ์กับญวน ในการทำสงครามในครั้งนั้นใช้กองทัพเรือและกองทัพบก เมืองจันทบุรีเป็นเมืองชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกอยู่ใกล้กับญวน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกรงว่าญวนจะมายึดเอาเมืองจันทบุรีเป็นที่มั่น เพื่อทำการต่อสู้กับไทย ซึ่งเมืองจันทบุรีในสมัยนั้นตั้งอยู่ในที่ลุ่มไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นฐานทัพต่อสู้กับญวน ฉะนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง(ดิส บุนนาค) เป็นแม่กองมาสร้างป้อมค่ายและเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านเนินวง ต.บางกะจะ ซึ่งเมืองใหม่นี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเดิม ไปทิศตะวันตก 8 กม. เป็นชัยภูมิที่ดี ลักษณะของเมืองที่สร้างมีกำแพงสร้างด้วยศิลา ป้อมคู ประตู 4 ทิศ เป็นรูปสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 14 เส้น ยาว 15 เส้น มีปืนใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่ ตามช่องใบเสมา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2377  ภายในเมืองได้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองดังปรากฏอยู่ในวัดโยธานิมิต ว่า ได้ฝังอาถรรพ์หลักเมืองที่บ้านเนินวง ณ วันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4  ปีมะแม จุลศักราช  1197 คลังเก็บอาวุธกระสุนปืนใหญ่และคลังดินปืน กับทั้งสร้างวัดชื่อ วัดโยธานิมิต   ขึ้นภายในเมืองใหม่นี้ด้วย และจมื่นราชามาตร์ ต่อมาเป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้ให้พระยาอภัยพิพิธ(ต่อมาเป็นเจ้าเมืองตราด) เป็นแม่กองสร้างป้อมที่ด่านปากแม่น้ำแหลมสิงห์ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  5  ได้พระราชทานนามภายหลังว่า ป้อมพิฆาตปัจจามิตร และบนยอดเขาแหลมสิงห์ ชื่อ ป้อมไพรีพินาศ

พอสร้างเมืองใหม่เสร็จ รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้สั่งย้ายเมืองจันทบุรีจากที่บ้านลุ่มไปอยู่ที่เมืองใหม่ และให้ประชาชนอพยพไปอยู่ที่เมืองใหม่ด้วย แต่เนื่องด้วยเมืองใหม่ ตั้งอยู่บนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ  30  เมตร และตั้งอยู่ห่างจากคลองน้ำใส ซึ่งเป็นคลองน้ำจืดประมาณ 1  กม. ประชาชนมีความไม่สะดวกในเรื่องน้ำใช้ ประชาชนส่วนมากจึงยังคงอยู่ที่เมืองเก่า พวกที่อพยพ พวกที่อพยพกันมีแต่พวกข้าราชการ ปัจจุบันยังมีบุตรหลานของข้าราชการสมัยนั้นตั้งเคหะสถานอยู่ที่บ้านทำเนียบ  ต่อมาญวนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสสงคราระหว่างไทยกับญวนก็สงบลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเลือกอยู่ได้ตามความสมัครใจ ยกเว้นจวนเจ้าเมืองยังคงอยู่บ้านเนินวงจนกระทั่ง รัชกาลที่ 5  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายตัวเมืองกลับไปอยู่ที่บ้านลุ่มตามเดิม





จากยุคประวัติศาสตร์เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน  การตั้งเมืองจันทบุรีมีการตั้งถิ่นฐาน ดังนี้
1.บริเวณบ้านเพนียด วัดทองทั่ว ตำบลคลองนารายณ์  อ.เมือง  (ขอมเรืองอำนาจ)
2.บริเวณบ้านพุงทะลาย ต.จันทนิมิต อ.เมือง (สมัยก่อนอยุธยา)
3.บริเวณบ้านลุ่ม ต.ท่าช้าง อ.เมือง (สมัยอยุธยาตอนต้น)
4.บริเวณบ้านลุ่ม ต.ท่าช้าง อ.เมือง (รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
5.บริเวณตัวเมืองจันทบุรีในปัจจุบัน (รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)  

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อุทยานแห่งชาติสิ่งมีค่าที่ควรปกป้อง


ในสภาวะปัจจุบัน โลกประสบวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติโดยทำลายอย่างมากทำให้โลกขาดความสมดุล ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์  เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม พายุถล่ม เกิดภัยธรณีพิบัติ เป็นต้น  พวกเราต้องหันมาให้ความสนใจและปกป้องธรรมชาติให้มากขึ้นกว่าเดิม และยิ่งกว่านั่นอุทยานแห่งชาติที่เรามีอยู่ในปัจจุบันโดนบุกรุกทำลายกันมากขึ้นด้วย











ในสมัยโบราณการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในโลกนี้เกิดมาจากความคิดอยู่  2 ประเด็น  คือ
ประเด็นแรก คือ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ โดยใช้สวนสาธารณะหรือพื้นที่ส่วนรวม เมื่อประมาณ 3.000  ปี ในประเทศอินเดียได้จัดตั้งป่าอิสิปตนมฤคทายวันหรือสวนกวางที่อยู่เมืองพาราณสี  เพื่อใช้เผยแผ่พระพุทธศาสนาและใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ  ต่อมาในปี พ.ศ. 252 พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงเห็นชอบให้สงวนพันธุ์สัตว์  ปลา และป่าไม้ และที่ประเทศจีนเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็มีสวนกวางไว้ขยายพันธุ์และเป็นที่พักผ่อนของประชาชน ยังมีในกลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย สมัยกรีก บาบิโลน สมัยโรมัน ก็สวนสาธารณะไว้พักผ่อน

ประเด็นที่สอง เป็นพื้นที่สงวนของผู้ปกครองนครไว้ใช้ในการล่าสัตว์ นันทนาการและใช้เพื่อแสดงฐานอำนาจของผู้ครองนครสมัยกลางยุโรป ทำให้เกิดแนวคิดของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นมา

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มทำอย่างจริงจังและเป็นระบบ เมื่อประมาณ 100 กว่าปีมานี้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นได้มีการสำรวจและบุกเบิกดินแดนทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเพื่อการตั้งถิ่นฐานและขยายพื้นที่เพาะปลูก และเพื่อความรู้ในดินแดนที่ยังไม่มีการบุกเบิก ในการสำรวจครั่งนี้ทำได้พบกับภูมิประเทศที่งดงามหลายแห่ง แต่ก็ได้ทำให้ป่าถูกบุกรุกและโดนทำลายจากการขยายถิ่นที่อยู่อาศัยและการขยายพื้นที่เพาะปลูก

จนปี พ.ศ. 2375 นักวาดภาพชื่อ George Catlin  ชาวอเมริกาได้เดินทางไป  fort Plerre ปัจจุบันคือมลรัฐ  South Dokota เพื่อวาดภาพเกี่ยวกับประเพณีต่างๆ แต่กลับพบว่าชาวอินเดียแดงได้หายไปจากที่ราบดังกล่าว เพราะถูกบุกรุก เขาได้เขียนบทความลงวารสารและเสนอแนะให้รัฐบาลให้อนุรักษ์ชาวอินเดียแดงและธรรมชาติ
การดำเนินการสงวนคุ้มครองพื้นที่เพื่อประโยชน์ด้านนันทนาการแก่ประชาชนได้กำเนิดขึ้น ณ บริเวณพื้นที่น้ำพุร้อน  ในมลรัฐ  Arkansas ประเทศสหรัฐฯ เก็บไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านสังคม(ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.  2464) จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ
อุทยานแห่งชาติในประเทศไทย  ตามบันทึกประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีของไทยราว พ.ศ.1782-1981 พระเจ้าแผ่นดินสมัยนั้นได้ปรับปรุงเขตพระราชฐานชั้นนอกให้เป็นอุทยานเรียกว่า ดงตาล เพื่อการพักผ่อนส่วนพระองค์และข้าราชบริพาร และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้เกิดอุทยานขึ้น แต่อุทยานดงตาลจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ได้เป็นแบบอนุรักษ์คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ
การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2486 โดยกรมป่าไม้ได้จัดตั้งป่าภูกระดึง อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ได้จัดตั้งเป็นวนอุทยานเป็นแห่งแรก โดยมีแนวคิดจะจัดตั้งเป็นอุทยานแต่ไม่มีงบประมาณ จนต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนครี ได้ประชุมปรึกษาและลงมติเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2502 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติขึ้น เพื่อจัดทำโครงการและดำเนินงานเกี่ยวกับการสงวนและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นประธาน คณะกรรมการโดยตำแหน่งมี อธิบดีกรมป่าไม้ กรมที่ดิน  ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสมาคมโรงแรม และกรรมการผู้ส่งเกียรติได้รับแต่งตั้งมี นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล  นายเล็ก จุณณานนท์  พลตรีเสถียร พจนานนท์ พันเอกหลวงวิจิตร วาทการ พันเอกทวนชัย สาริกขกานนท์ และนาวาโทประสาท พรหมประวัติ รน.
คณะกรรมการฯ ได้เลือกให้หัวหน้ากองบำรุงกรมป่าไม้ เป็นเลขาของคณะกรรมการโดยตำแหน่ง  ผลของการประชุมของคณะกรรมการได้ได้กำหนดให้คัดเลือกพื้นที่ป่าเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติรวม 14 แห่ง มีดังนี้

ป่าทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลกและ จ.เพชรบูรณ์











ป่าภูกระดึง จ.เลย

                                                                                                                               







ป่าเขาใหญ่ จ.นครนายก จ.นครราชสีมา จ.สระบุรีและจ.ปราจีนบุรี






















ป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่





ป่าน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์


ป่าดอยขุนตาล จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง


ป่าลานสาง จ.ตาก


ป่าเขาสระบาป  ป่าเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี


ป่าเขาภูพาน จ.สกลนคร


ป่าเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์


ป่าเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี

โดยมี DR. George Ruhle  เจ้าหน้าที่คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติมลรัฐ Hawail  ให้คำแนะนำและวางแนวทางดำเนินการทั้งเรื่องอุทยานแห่งชาติและการคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อกำหนดพื้นที่แล้ว กระทรวงเกษตรเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอจัดสรรที่ดินในป่าทั้ง  14 แห่ง  กำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยอุทยานแห่งชาติสำหรับใช้ในพื้นที่ มีเพียงพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า โดยมีป่าภูกระดึงได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นป่าสงวนไว้แล้ว ส่วนอีก 13  แห่ง กระทรวงเกษตรได้ใช้อำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า แต่ป่าดอยอินทนนท์,ป่าทุ่งแสลงหลวง,ป่าเขาใหญ่และป่าเทือกเขาสลอบ ถูกบุกรุกแผ้วถางป่าเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรจึงขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้อำนาจตามมาตรา  9(2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินออกประกาศหวงห้ามพื้นที่ป่าทั้ง 4 แห่ง เพื่อป้องกันการบุกรุกไว้ก่อน
ในปี พ.ศ.  2502 กระทรวงเกษตรได้สั่งการให้จังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการประกาศอุทยานแห่งชาติทั้ง  13 แห่ง (ยกเว้นภูกระดึง) แต่งตั้งกรรมการทำการสำรวจสอบสวนพิจารณาเขตป่าเพื่อกำหนดเป็นป่าสงวน พร้อมทั้งสั่งให้จังหวัดและดำเนินการตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล 2 ประการคือ
ประการแรก ให้รัฐระงับการออกใบอนุญาตให้ทำไม้ หรือเก็บหาของป่าทุกชนิดในเขตป่าที่๗กำหนดให้เป็นป่าสงวนเสียทั้งสิ้น ในกรณีที่ได้ออกใบอนุญาตไปก่อนแล้ว เมื่อใบอนุญาตได้สิ้นอายุแล้ว ห้ามมีการให้ต่อใบอนุญาตไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
ประการที่สอง ให้สั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจคราและรักษาตลอดจนป้องกันปราบปรามผู้ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้แห่งนี้โดยใกล้ชิด หากว่ามีผู้ฝ่าฝืนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ฝ่าฝืนโดยเฉียบขาดและให้นำคดีขึ้นสู่ศาลทุกราย
เมื่อวันที่  22 กันยายน พ.ศ. 2504 ได้มีประกาศพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ วันที่ 4 ตุลาคม  พ.ศ.  2504 หลังจากนั้นได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พื้นที่ต่างๆ เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505




สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติของโลก(The World Conservation Union)-IUCN ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า อุทยานแห่งชาติ ไว้ดังนี้ พื้นที่ที่ธรรมชาติทางบกและหรือทางทะเล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองรักษาระบบนิเวศน์/ที่ปรากฏในพื้นที่เพื่อประชาชนรุ่นปัจจุบันและอนาคต เพื่อไม่มีการใช้ประโยชน์หรือเข้าครอบครองที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และเพื่อเปิดโอกาสให้มีการประโยชน์ด้านวิจัย ศึกษาหาความรู้และนันทนาการที่กับสภาพวัฒนธรรมท้องถิ่น


พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ระบุว่า อุทยานแห่งชาติหมายถึง ที่ดินซึ่งรวมความทั้งพื้นที่ดินทั่วไป ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเล ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ...ลักษณะที่ดินดังกล่าว เป็นที่ที่มีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจและมีได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลใตซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง ทั้งนี้การกำหนดดังกล่าวก็เพื่อให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติ เพื่อสงวนไว้ให้เป็นแหล่งการศึกษาและความรื่นรมย์ของประชาชนสืบไป
สรุปการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ
1.เพื่อคุ้มครองพื้นที่ธรรมชาติมีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น และหาได้ยากในพื้นที่นั้น ซึ่งได้แก่ พืช สัตว์  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทิวทัศน์ที่สวยงาม สิ่งที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม มิให้เสื่อมสภาพลงไป  ฉะนั้น
จะต้องได้รับความคุ้มครอง จากกฎหมายโดยเฉพาะ และมีเจ้าหน้าที่บริหารงานอย่างเพียงพอ
2.เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับการศึกษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของนักเรียน  นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เนื่องจากอุทยานแห่งชาตินั่น เปรียบเสมือนห้องเรียนกลางแจ้ง ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้า วิจัยได้โดยไม่สิ้นสุด  ฉะนั้น อุทยานแห่งชาติจะต้องมีบริการในด้านการศึกษา เช่น การบรรยาย ฉายภาพยนตร์ เอกสารเผยแพร่  ห้องสมุด เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาหรือสถาบันต่างๆ เพื่อศึกษาค้นคว้าวิชาการต่างๆ
3.เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน  โดยที่อุทยานแห่งชาติทั่วไปมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ซึ่งอาจจะเป็นทิวเขา ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า  ถ้ำ หุบเหว  หน้าผา  เป็นต้น การพักผ่อนในอุทยานแห่งชาติกระทำได้โดยวิธีการต่างๆ เช่น การตั้งแคมป์พักแรม ดูสัตว์  ถ่ายรูป เดินป่า ชมทิวทัศน์ เป็นต้น ฉะนั้นอุทยานแห่งชาติจะต้องจัดการให้มีกิจกรรมทางนันทนาการ จัดให้มีความสะดวกในการคมนาคม สถานที่พักแรม ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 

สรุปอุทยานแห่งชาติมีค่าที่ประเมินมิได้ หาซื้อที่ใดก็ไม่มีถ้าเราไม่รักษ์ธรรมชาติ หรือ  สิ่งแวดล้อมลอบตัวเรา  ฉะนั้นเราทุกคนต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งที่มีค่านี้ไว้เพื่อตัวเรา ลูกหลานเราเอง